ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว.ชู 3 แนวทางขับเคลื่อน AI “ต้องเข้าถึงทุกคน-สร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี-ใช้งานได้จริงตอบโจทย์ประเทศ” เพื่อนำไทยไปสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย AI ชี้ โครงการ Frontier Technology อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นตัวอย่างสำคัญในการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์จริง
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เป็นประธานมอบนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในกิจกรรมแถลงความสำเร็จเพื่อเผยแพร่ผลสัมฤทธิ์และความสำเร็จของการดำเนินโครงการภายใต้ โครงการบูรณาการกิจกรรมและประเมินผลงานโครงการยกระดับศักยภาพการแข่งขันทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นแนวหน้า (Frontier Technology) ด้วยกลไกอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Park Consortium) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จัดโดยกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(กปว.) สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยมีผู้บริหารเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเข้าร่วม ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ทพญ.ศรีญาดา มอบนโยบายว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานเท่านั้น แต่ต้องสร้างขีดความสามารถในการพัฒนา ประยุกต์ใช้และสร้างคุณค่าจากเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และประเทศอย่างแท้จริง
ด้วยนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว. ที่ได้เดินหน้ายุทธศาสตร์ “Siam Silica” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก พร้อมปักหมุดให้ไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) แห่งอาเซียน
ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. กล่าวต่อว่า แนวทางสำคัญประการแรก คือ AI ต้องเข้าถึงได้สำหรับทุกคน (AI for All) เพราะเทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้ามากเพียงใดก็ตาม แต่จะไม่มีคุณค่า หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้งานได้จริง ดังนั้น เป้าหมายของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนา AI ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องเป็น AI ที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ แม้ในพื้นที่ห่างไกล ผ่านอุปกรณ์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ เช่น โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ดังนั้น AI ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนทุกอาชีพสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น ช่วยในการวางแผนชีวิต ลดความเสี่ยง และรับมือกับสถานการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทพญ.ศรีญาดา กล่าวอีกว่า ประการที่สอง คือการสร้าง “อธิปไตยทางเทคโนโลยี(Technology Sovereignty)” ประเทศไทยต้องสร้างศักยภาพให้นักวิจัย สถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ที่ตอบสนองต่อบริบทและความต้องการของประเทศได้ ประเทศไทยมีองค์ความรู้และข้อมูลที่มีคุณค่าในหลายด้าน ทั้งด้านโรคเขตร้อน การเกษตร อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น การสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี จึงเป็นหนึ่งในมิติสำคัญของความมั่นคงในโลกยุคใหม่และประการที่สาม คือการผลักดัน “จากงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์จริง(From Research to Impact)” สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของประเทศ สร้างประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ต้องเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องวิจัยให้เป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
“โครงการ Frontier Technology ด้วยกลไกอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นตัวอย่างสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัย เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้ เพราะเป้าหมายของประเทศไทย คือ การสร้างพลังร่วมระหว่างงานวิจัยและนวัตกรรมของคนไทย กับเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง เรามุ่งสู่การเป็น AI-driven Country ผ่านแนวทาง “AI for All” เพื่อสร้างพื้นฐานให้คนไทยทุกระดับ ทุกอาชีพ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติ การเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ หรือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่” ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว.กล่าวและว่า
ดังนั้น ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา AI และ Frontier Technology เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประชาชนทุกคน




