นักวิจัย มช. สกัดโพรไบโอติกจาก จิ้นส้ม เปิดตัว CMUB-N14 จุลินทรีย์สู้คอเลสเตอรอล ที่เกิดมาเพื่อลำไส้คนไทย

13.10.26 | 21:27 น.
จิ้นส้ม
จิ้นส้ม

วิจัย มช. สกัดโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย จาก ‘จิ้นส้ม’ ชูผลแล็บดักจับคอเลสเตอรอล 65% ตอบโจทย์ลำไส้คนไทย-ลดพึ่งพาเชื้อนำเข้า เตรียมต่อยอดนวัตกรรม อย.ไฟเขียวแล้ว


จิ้นส้ม – อีกก้าวของงานวิจัย มช. ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานวิทยาศาสตร์ สร้างโอกาสพัฒนาโพรไบโอติกไทย ลดการพึ่งพาสายพันธุ์นำเข้า และเพิ่มมูลค่าทรัพยากรจุลินทรีย์พื้นถิ่น

ด้วยแนวคิดที่ว่า “อาหารหมักดั้งเดิมในชีวิตประจำวันอย่าง แหนม ผักดอง หรือเมี่ยง ไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมการกินที่สืบทอดกันมาหลายรุ่นเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งรอการพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพระดับสากล”

ของ นักวิจัย มช. อาจารย์ ดร.พัฒนพงศ์ เถิดตะถา อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพทางอุตสาหกรรมเกษตร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ใช้เวลากว่า 4 ปี ในการคัดแยกและศึกษาจุลินทรีย์หลายร้อยสายพันธุ์จากอาหารหมักพื้นบ้านภาคเหนือ

Advertisement
อาจารย์ ดร.พัฒนพงศ์ เถิดตะถา อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพทางอุตสาหกรรมเกษตร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จนกระทั่งค้นพบจุลินทรีย์สายพันธุ์เด่นจาก “จิ้นส้ม” พร้อมตั้งชื่อจุลินทรีย์ที่ค้นพบว่า “Lactiplantibacillus plantarum CMUB-N14” ซึ่งรหัสสายพันธุ์นี้บอกเล่าเส้นทางที่มาอย่างชัดเจน CMU หมายถึง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, B (Biotechnology) สื่อถึงสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ ศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการค้นพบ, N (แหนม/จิ้นส้ม) คือแหล่งกำเนิด และ 14 คือรหัสสายพันธุ์ที่ผ่านการวิจัยอย่างเข้มงวด

ซึ่งเรื่องราวดังกล่าว เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมระบุว่า อย่างไรก็ดี นักวิจัยได้เน้นย้ำข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ว่า “การรับประทานจิ้นส้มโดยตรงไม่ได้แปลว่าเราจะได้รับโพรไบโอติกสายพันธุ์นี้” เนื่องจากการได้มาซึ่งโพรไบโอติกที่บริสุทธิ์และปลอดภัยนั้น ต้องผ่านกระบวนการคัดแยกเป็นโคโลนีเดี่ยวและเพาะเลี้ยงศึกษาในห้องปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ

แล้วเชื้อนี้มีอะไรน่าสนใจ?

ในบทความยังระบุอีกว่า หนึ่งในคุณสมบัติเด่นที่นักวิจัยให้ความสนใจ คือ “ความสามารถในการสร้าง กรดไขมันสายสั้น” (Short-chain fatty acids) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของลำไส้และการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย อีกทั้งในการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการ ยังพบศักยภาพในการจับกับคอเลสเตอรอลได้ถึง 65% ที่ระดับความเข้มข้นเซลล์ 9 log CFU

 

นอกจากนี้ ตัวเชื้อยังแสดงกิจกรรมของเอนไซม์ Bile salt hydrolase (BSH) ซึ่งช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกรดน้ำดี ทำให้กรดน้ำดีบางส่วนถูกดูดซึมกลับลดลง ร่างกายจึงอาจนำคอเลสเตอรอลมาใช้ในการสร้างกรดน้ำดีทดแทน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่อาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ อาจารย์กำลังมองหา “จุลินทรีย์ตัวช่วย” ที่อาจมีส่วนสนับสนุนการทำงานของระบบลำไส้และกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยกำชับชัดเจนว่า โพรไบโอติกไม่ใช่ยา และผลทดลองในห้องแล็บไม่ได้หมายถึงการรักษาโรคได้โดยตรง จึงยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพื่อยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์ต่อไป

เบื้องหลังงานวิจัยนี้ คือมุมมองใหม่ในการเลือกใช้โพรไบโอติกผ่าน “นิเวศวิทยาในลำไส้” (Gut Microbiome) แม้สังคมจะคุ้นเคยกับโพรไบโอติกสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ระบบย่อยอาหารของเราเติบโตและปรับตัวตามโภชนาการแบบไทยมาตลอดชีวิต จุลินทรีย์ที่คัดแยกจากอาหารหมักพื้นบ้านจึงมีแนวโน้มทางชีวภาพในการปรับตัว (Fit in) และทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมทางเดินอาหารของเราได้อย่างสอดคล้อง

ที่สำคัญ โพรไบโอติกสายพันธุ์ CMUB-N14 ได้รับการพัฒนาและประเมินคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและการเป็นโพรไบโอติก โดยอ้างอิงแนวทางสากลของ FAO/WHO และข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อรองรับการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยมีเลขสารบบอาหาร “13-1-10564-5-0019” นอกจากนี้ ยังมีการฝากเก็บรักษาสายพันธุ์ไว้ที่ ศูนย์ทรัพยากรชีวภาพแห่งประเทศไทย (Thailand Bioresource Research Center: TBRC) สวทช. (TRBC 19412) เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของสายพันธุ์และสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนการนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต

การค้นพบครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้างโอกาสในการลดการพึ่งพาการนำเข้าโพรไบโอติกจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา “โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย” จากทรัพยากรจุลินทรีย์พื้นถิ่น สู่การสร้างผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีพื้นฐานจากงานวิจัยของไทย

เรื่องราวของ CMUB-N14 จึงไม่ได้เป็นเพียงการค้นพบ “เชื้อดี” ในจิ้นส้มเท่านั้น แต่คือขุมทรัพย์ทางชีวภาพที่พิสูจน์ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น + วิทยาศาสตร์ มช. + นวัตกรรม สามารถเปลี่ยนอาหารหมักพื้นบ้านใกล้ตัว ให้กลายเป็น “โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย” ที่ผ่านการศึกษาอย่างเป็นระบบ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อนำเข้า และยกระดับงานวิจัยไทยสู่นวัตกรรมโพรไบโอติกมาตรฐานสากลในอุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ

ที่มา : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่