สธ.เร่งทบทวนมาตรการความปลอดภัยใน รพ. หลังเหตุยิงตายคารพ.นครปฐม

16.06.18 | 12:57 น.

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากที่ได้รับรายงานล่าสุดพบว่า ผู้รอดชีวิตยังอยู่ในอาการสาหัสต้องรักษาในห้องผู้ป่วยหนักและอาการยังไม่คงที่ในขณะที่ทางโรงพยาบาลนครปฐมพยายามขอความร่วมมือไม่ ไม่ให้มีการนำพกอาวุธเข้าไปในโรงพยาบาล

พญ.พรรณพิมล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเรื่องความรุนแรงในโรงพยาบาลมักเกิดขึ้นในห้องฉุกเฉินเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งกรณีญาติผู้ป่วยไม่พอใจเรื่องของการรักษาพยาบาล หรือกรณีมีคู่อริเข้าไปทำร้ายกันในห้องฉุกเฉินแบบนี้เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังภายในห้องฉุกเฉินอย่างเข้มงวดมีการแบ่งสัดส่วน กันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่อย่างชัดเจนรวมถึงมีบางแห่งและมีการติดตั้งเครื่องสแกนอาวุธ เอาไว้แล้วอย่างไรก็ตามเคสนี้นับว่าเป็นเคสแรกๆ ที่เกิดขึ้นนอกพื้นที่ห้องฉุกเฉิน อีกทั้งยังเป็นญาติลงมือก่อเหตุทางเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้เอะใจหรือเฝ้าระวังอะไรนึกว่าเป็นญาติที่มาเยี่ยมกันธรรมดาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กระทรวงสาธารณสุข ต้องมีการทบทวนมาตรการในการดูแลป้องกันเหตุความรุนแรงในโรงพยาบาลเพิ่มเติม จากที่ตอนนี้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยมาตรวจตราสม่ำเสมอ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาลเข้าฝึกอบรมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องของการสังเกตลักษณะบุคคลต้องสงสัย ก็จะขอให้มีการเฝ้าระวังในส่วนของญาติเข้าไปด้วยเพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงในครอบครัวที่อาจจะมาเกิดขึ้นในพื้นที่ของโรงพยาบาลเช่นนี้อีก พร้อมทั้งจับตาเฝ้าระวังในเรื่องของการพกอาวุธเข้าไปในพื้นที่อื่นๆของโรงพยาบาลด้วย แต่เรื่องของการตั้งตรวจแสกนอาวุธเข้มนั้นเป็นไปได้ยากเนื่องจากโรงพยาบาลเป็นพื้นที่เปิดหากเข้มงวดเกินไปอาจกระทบกับการให้บริการที่ล่าช้า ยกเว้นที่ห้องฉุกเฉินบางโรงพยาบาลก็ติดตั้งแล้ว

เมื่อถามว่าในฐานะจิตแพทย์ประเมินความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในพื้นที่โรงพยาบาลอย่างไรบ้าง พญ.พรรณพิมล กล่าวอีกว่า ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นทั่วไป มักพบว่าเวลาที่มีปัญหาแล้วไม่ค่อยตั้งหลัก แต่จะใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะตอนนี้ประเทศไทย และหลายประเทศมีเรื่องการพกพาอาวุธได้ง่าย ทำให้เวลาอารมณ์พุ่งในช่วงที่มีอาวุธในมือก็จะทำให้ก่อความรุนแรงได้มากขึ้น ยิ่งปัจจุบันคนสนใจเรื่องตัวเองเยอะ ซึ่งเป็นเรื่องยากในชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว เพราะปัจจัยไม่ได้มาจากตัวเราคนเดียว พอเกิดความขัดแย้ง แล้วไม่ได้มีการตั้งหลักไม่ได้ใช้เหตุผลมาแก้ปัญหา แต่เลือกใช้ความรุนแรง เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องมีสติเราต้องรู้ว่าเวลาที่เรามีอารมณ์การตัดสินใจ ทำอะไรรุนแรงลงไป ทั้งๆ ที่อาจไม่ได้คิดว่าจะทําอย่างนั้นตั้งแต่ต้น ดังนั้น เมื่อมีอารมณ์มีปัญหา ขอให้เลี่ยงการเผชิญหน้า ถอยออกมาตั้งหลักก่อน เมื่ออารมณ์เย็นลงแล้วค่อยคุยกัน การเลือกเผชิญหน้าทั้งที่อารมณ์ยังพุ่งสูง เดี๋ยวอีกฝ่ายก็จะใช้อารมณ์กลับมา สถานการณ์มีแต่จะแย่ลง.