เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากผลการศึกษาของนายพิเชฐ นุ่นโต นักวิจัยโครงการการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าบนฐานชุมชนมีส่วนร่วม และคณะ ภายใต้โครงการ “การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขยายผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า” โดยสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยท้องถิ่น พบว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพื้นที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ารวม 41 พื้นที่อนุรักษ์ คิดเป็นร้อยละ 22 ของพื้นที่ปรากฏช้างป่าในประเทศไทยที่มีอยู่ 69 พื้นที่ เมื่อเทียบกับผลการศึกษาของกรมอุทยานฯ เมื่อปี 2546 พบว่ามีพื้นที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าทั่วประเทศทั้งหมด 20 พื้นที่อนุรักษ์ แสดงว่าพื้นที่ที่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 105 เมื่อเทียบกับ 14 ปีที่แล้ว เป็นทีน่าสังเกตว่าประชากรช้างป่าของประเทศไทยโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่การขยายตัวของพื้นที่มีปัญหาคนกับข้างป่ากลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ พื้นที่ที่พบปัญหาคนกับช้างป่าชุกชุมมากที่สุดคือ กลุ่มป่าตะวันออก และกลุ่มป่าตะวันตก รองลงเป็นกลุ่มป่าเขาหลวง-เขาบรรทัด กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กลุ่มป่าคลองแสง-เขาสก และกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว โดยข้อมูลของกรมอุทยานฯ พบว่าระหว่างปี 2555-2560 ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ทั้งหมด 6,213 ครั้ง มีผู้ได้รับผลกระทบทรัพย์สินเสียหาย 228 ราย และเกษตรกรพืชผลเสียหาย 2,955 ราย ที่สำคัญจากการรวบรวมข้อมูลระหว่างปี 2555-2561 มีเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าที่เป็นเหตุการณ์ระดับรุนแรง คือมีคนและช้างป่าบาดเจ็บหรือเสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 107 เหตุการณ์ มีคนบาดเจ็บ 30 คน เสียชีวิต 45 ราย และช้างป่าบาดเจ็บ 7 ตัว ตาย 25 ตัว เท่ากับมีคนหรือช้างป่าบาดเจ็บหรือเสียชีวิต 1.6 เหตุการณ์ต่อเดือน หรือประมาณ 20 เหตุการณ์ต่อปี ที่มีความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าระดับรุนแรง โดยเหตุการณ์คนกับช้างป่าบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปี 2561
ขณะที่สาเหตุหลักที่ช้างป่าตายจากความขัดแย้งคือ รั้วไฟฟ้า คิดเป็นร้อยละ 72 ส่วนสาเหตุอื่นมาจาก รถยนต์ชนในเขตชุมชน คนตอบโต้กลับรุนแรงขณะเข้าผลักดันช้างป่า ช้างป่าถูกยิงจากการไล่ช้าง ถูกสารพิษที่คาดว่าน่าจะเป็นยาฆ่าหญ้า ถูกบ่วงแร้วใกล้กับเขตชุมชน และถูกสายไฟฟ้าในสวนหรือตามท้องถนน ขณะที่สาเหตุหลักที่ช้างป่าบาดเจ็บ ร้อยละ 57 คือรถยนต์ชน ขณะช้างป่าเดินข้ามถนน สาเหตุอื่น เช่น ถูกน้ำกรดรดลงลำตัว เป็นต้น ส่วนสาเหตุหลักที่คนเสียชีวิต คือ ช้างป่าเข้าชาร์จขณะทำการเฝ้าระวังผลักดัน คิดเป็นร้อยละ 25 และสาเหตุที่ทำให้คนบาดเจ็บ ร้อยละ 24 คือ พบช้างป่าขณะสัญจรบนท้องถนน
นอกจากนั้น ยังมีการสำรวจทัศนคติของชุมชนต่อช้างป่า โดยพบว่าแนวโน้มทัศนคติชุมชนต่อช้างป่าค่อนข้างเป็นเชิงลบ มีการระบุถึงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของช้างป่า พฤติกรรมช้างก้าวร้าวขึ้น และทำร้ายคน โดยเฉพาะการมองช้างป่าคล้ายมนุษย์ที่มีพฤติกรรมเกเรและเป็นฆาตกร ซึ่งเป็นการสวมช้างป่าให้มีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าตะวันออกที่แสดงความเห็นเชิงลบต่อช้างค่อนข้างสูง โดยทัศนคติเชิงลบเป็นของชุมชนป่าตะวันออกถึงร้อยละ 57 สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาที่มีคนและช้างป่าเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และถือได้ว่าเป็นพื้นที่ลำดับแรกที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยคณะวิจัยได้รวบรวมทุกข้อเสนอของชุมชนในทุกพื้นที่ พบว่าข้อเสนอที่มีความต้องการสูง ได้แก่ 1.ปรับปรุงระบบป้องกันเฝ้าระวัง เช่น รั้ว หรือคูให้มีความมั่นคง หรือกันในบริเวณที่พบช้างออกมาบ่อยครั้ง 2.เพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการปัญหาคนกับช้าง ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์ช้างป่า 3.ปรับปรุงแหล่งอาศัยช้างป่า ให้มีความสมบูรณ์ และ 4.สร้างกลไกการเงินเพื่อจัดการปัญหาคนกับช้าง คือ สร้างระบบเงินชดเชยสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิตจากช้างป่า เงินชดเชยความเสียหายจากช้างป่า และทุนสนับสนุนการแก้ปัญหาช้างป่าด้วยชุมชน เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีเหตุการณ์ช้างป่าถูกไฟชอร์ตตาย ในปี 2561 เกิดขึ้นแล้ว 3 เหตุการณ์ โดยเกิดขึ้นในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนทั้งหมด

