เลขาฯสภาทนายเผย ทนายทั่วประเทศเรียกร้อง บอยคอตต์ไม่ร่วมทำงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

20.06.18 | 19:08 น.

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวถึงการจับกุมนายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความ ที่อยู่ระหว่างการพาลูกความไปแจ้งความ ที่สน.พหลโยธิน ว่า การเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล ตำรวจต้องปฎิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 ก่อนจับกุมต้องแจ้งข้อหาและแสดงหมายจับให้ผู้จับกุมทราบ ก่อนนำตัวไปนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ แต่ถ้าผู้ต้องหาหรือบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี กฎหมายกำหนดให้ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แต่เท่าที่ดูในคลิปภาพข่าว จะเห็นว่า ตำรวจใช้กำลังจับกุมรุนแรงเกินกว่าเหตุ เพราะตอนที่จับกุม นายสุกิจ ที่กำลังทำหน้าที่ทนายความอยู่บนโรงพักที่มีตำรวจอยู่เต็มไปหมด ไม่ได้ขัดขืนหรือหลบหนี ไม่มีอาวุธ และนายสุกิจเองก็อายุมากแล้วแถมยังอ้วน แต่ตำรวจชุดจับกุมกลับใช้กำลังล็อคตัว จับคว่ำหน้ากดลงพื้นเอามือมัดไขว้หลัง คนทั่วไปที่เห็นภาพก็มองออกว่าเป็นการจับกุมที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ เรื่องนี้มีความน่าเป็นห่วงที่ขนาดทนายความยังถูกกระทำแบบนี้ ก็มีคำถามตามมาว่าแล้วถ้าเป็นประชาชนจะถูกตำรวจทำแรงกว่านี้หรือเปล่า หรือถ้าไปจับนอกโรงพักที่เปลี่ยวๆมืดๆ นายสุกิจ จะเป็นอย่างไร จะเป็นเหมือนทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่โดนอุ้มหายตัวไปหรือไม่ การกระทำของตำรวจชุดจับกุมเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติอาชีพทนายความเลย ตอนนี้มีทนายความจำนวนมากโทรศัพท์มาสอบถามมากมาย เรียกร้องให้สภาทนายความบอยคอตต์ไม่ร่วมงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เข้าร่วมฟังการสอบสวนตาม สน. โดยส่วนตัวก็เกรงว่าจะเกิดการกระทบกับกระบวนการยุติธรรม โดยจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภาทนายความลงมติว่าจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปในวันที่ 28 มิถุนายนนี้

ส่วนประเด็นที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายสุกิจเป็นไปตามกฎหมายทุกอย่าง นั้นเลขาธิการสภาทนายความ บอกว่า ผบ.ตร.ควรไปอบรมผู้ใต้บังคับบัญชาให้เข้าใจกฎหมาย ไม่ใช่มาปกป้องลูกน้องแบบนี้ ทนายความ 8 หมื่นคนทั่วประเทศเห็นเหมือนกันหมดว่าเป็นการจับกุมที่รุนแรง ทางออกที่ดีที่สุดของเรื่องนี้คือ ผู้ใหญ่ทั้ง 2 องค์กร ต้องมีการหารือร่วมกันระหว่างสภาทนายความและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำความเข้าใจร่วมกันแล้วหาข้อยุติไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก เพื่อไม่ให้เกิดความหมางใจกันระหว่าง 2 องค์กร