ด่วน จำคุก 1 เดือน ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ (คลิป)

21.06.18 | 16:16 น.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 21 มิถุนายน ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืององค์คณะผู้พิพากษา 9 คน นัดพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำ อม.26/2561 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง ยื่นฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินร่วมลงทุนภัตตาคารแห่งหนึ่ง มูลค่า 1.5 แสนบาท ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 34 และ 119 และขอให้สั่งห้ามผู้ถูกล่าวหาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีวันนี้ ป.ป.ช. โจทก์ เดินทางมาศาล ส่วนนายชูวิทย์ เดินทางมาศาลเพียงคนเดียว

เมื่อถึงเวลานัด ศาลอ่านและอธิบายคำร้องให้นายชูวิทย์ ผู้คัดค้านฟัง โดยนายชูวิทย์ให้การรับสารภาพ พร้อมขออนุญาตศาลแถลงประกอบคำรับสารภาพว่า ตนไม่ได้เจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สินที่ร่วมลงทุนกับภัตตาคารจำนวน 1.5 แสนบาท เนื่องจากตนมีทรัพย์สินจำนวนมากและได้รายงานอาคาร สถานที่ประกอบกิจการของภัตตาคารให้ ป.ป.ช.ทราบแล้ว ในส่วนมูลค่าหุ้นร่วมลงทุนที่ไม่ได้รายงานคิดว่า ผู้ที่ทำบันทึกทรัพย์ให้ตนคงจะตกหล่นไม่ได้บันทึกรายการดังกล่าวไว้ ประกอบกับในปี 2546 ตนได้โอนหุ้นที่ร่วมทุนกับภัตตาคารดังกล่าวให้กับพนักงานสถานบริการไฮคลาสเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 2 ราย เป็นผู้ถือหุ้นแทน เนื่องจากการขอใบอนุญาตสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมให้ใช้ชื่อตนเป็นผู้ประกอบการ ตนจึงให้บุคคลทั้งสองถือหุ้นแทน อีกทั้งหุ้นของภัตตาคารดังกล่าวไม่มีรายได้ จึงเข้าใจว่าไม่ต้องรายงานทรัพย์สินดังกล่าวแก่ ป.ป.ช. ที่ผ่านมาตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองปี 2548 ก็ไม่เคยรายงานทรัพย์สินดังกล่าว ขอให้ศาลใช้ดุลพินิจนำคำแถลงการรับสารภาพของตนประกอบการพิจารณาโทษ

ศาลพิจารณาแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ คดีไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานอีก

ศาลพิเคราะห์คำร้องเอกสารประกอบคำร้องและคำให้การผู้ถูกกล่าวแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารอื่นของตนเอง คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แก่ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน นับจากวันเข้ารับตำแหน่ง, วันที่พ้นตำแหน่ง และวันที่พ้นตำแหน่งมาแล้วหนึ่งปี ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม.32 และ 33 ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเคยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว ย่อมทราบดีว่าผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด แต่ผู้ถูกกล่าวหายื่นรายการแสดงทรัพย์สิน โดยไม่แสดงรายการเงินลงทุนกับภัตตาคารแห่งหนึ่ง มูลค่า 1.5 แสนบาท

โดยชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ว่าได้โอนหุ้นให้พนักงานสถานประกอบการไฮคลาสฯ ไปก่อนกำหนดการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งขัดกับคำให้การของพนักงานสถานประกอบการไฮคลาสฯ ทั้งสองรายว่า พยานเป็นเพียงพนักงานของสถานประกอบการไฮคลาสฯ และมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกกล่าวหาเพื่อยื่นเรื่องขอใบอนุญาตสถานประกอบการเท่านั้น แต่ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง

Advertisement

พฤติการณ์จึงเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ถือหุ้นของภัตตาคารที่ร่วมลงทุน แต่มีเจตนาไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อใช้ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ จึงฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบกรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.ครั้งที่ 2

พิพากษาว่า นายชูวิทย์ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม.32 และ 33 ห้ามผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2556 ที่พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ครั้งที่ 2 ตาม ม.34 วรรคสอง และเป็นความผิดตาม ม.119 ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน แต่ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาเคยต้องโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 3220/2549 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ได้รับโทษจำคุกเกิน 6 เดือน ซึ่งไม่ใช่คดีประมาทหรือลหุโทษ และเพิ่งพ้นโทษมาไม่เกิน 5 ปี จึงไม่อาจรอการลงโทษได้

ภายหลังนายชูวิทย์ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 200,00 บาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยศาลพิจารณาแล้ว ผู้กล่าวหาให้การรับสารภาพ และเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน คดีไม่อาจรอการลงโทษได้ องค์คณะมีมติไม่ให้ปล่อยชั่วคราว เพราะจำเลยอาจหลบหนี โดยนายชูวิทย์ ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวขึ้นรถเรือนจำ ไปควบคุมต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

สำหรับองค์คณะที่พิจารณาคดีดังกล่าว ประกอบด้วย 1.นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา, 2.นายประมวญ รักศีลธรรม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, 3.นายจิรนิติ หะวานนท์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, 4.นายบุญไทย อิศราประทีปรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา, 5.นายชลิต กฐินนะสมิต ผู้พิพากษาศาลฎีกา, 6.นายเสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้พิพากษาศาลฎีกา, 7.นายชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล ผู้พิพากษาศาลฎีกา, 8.นางคำนวน เทียมสอาด ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และ 9.นายกีรติ กาญจนรินทร์ พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา