สืบเนื่องกรณีความคืบหน้าการปรับภูมิทัศน์พื้นที่ภายในป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งล่าสุด กทม. ได้ทำการบูรณะอาคารพระยาญาณประกาศ ท่าเรือเก่าสำหรับเจ้านายและขุนนางสมัยรัชกาลที่ 6 โดยมีการทำความสะอาดและทาสีขาวบริเวณผนังทั้งด้านนอกและด้านใน โดยเกิดกระแสการตั้งคำถามในแวดวงวิชาการว่าได้มีการทำงานร่วมกันกับกรมศิลปากรหรือไม่ เนื่องจากมีการดำเนินงานอย่างรวดเร็ว โดยกทม.ระบุว่าเตรียมใช้เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ผศ.ดร. ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร กล่าวว่า อาคารพระยาญาณประกาศ ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 แสดงให้เห็นว่าพื้นที่บริเวณคลองมหานาคใช้สัญจรทางน้ำ เชื่อมเข้ามาในพระนคร รูปแบบอาคารเป็นหลักฐานด้านศิลปกรรมที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นอาคารเก่าที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้นโดยปรับเปลี่ยนจากศาลาท่าน้ำเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ในแง่ของประวัติศาสตร์ เป็นอาคารที่มีคุณค่า นับเป็นโบราณสถานได้ด้วยตัวของมันเอง แม้ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ตาม ดังนั้นจึงควรถูกประเมินว่าจะต้องได้รับการอนุรักษ์ตามหลักวิชาการอย่างแท้จริง แต่กระบวนการที่กทม.เข้าไปซ่อมแซมโดยไม่ผ่านกระบวนการทางวิชาการทั้งการวิจัย การอนุรักษ์ ถือว่าเป็นการคุกคามโบราณสถานโดยเจตนา กรมศิลปากรต้องเข้าไปประเมินความเสียหาย หากเห็นได้ชัดเจน เช่น ทาสี กระเทาะปูน ทำลายโครงสร้าง ควรต้องดำเนินการทางกฎหมายกับกทม.ด้วย
“ตอนนี้กทม.กลายเป็นผู้เข้าไปทำลายโบราณสถานเสียเอง สรุปได้ว่าเป็นหน่วยงานที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการทรัพยากรทางด้านวัฒนธรรม นอกจากรื้อชุมชนป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นชุมชนชานพระนครแห่งสุดท้ายไปแล้วทั้งที่มีคุณค่ามากกว่าอาคารหลังนี้เสียอีก ชุมชนไม่ได้คุกคามโบราณสถาน เพราะไม่ได้ตั้งบ้านอยู่บนตัวป้อมมหากาฬ ตอนนี้กทม.ยังมาคุกคามโบราณสถานของชาติ ซ้ำยังอำพราง โดยไม่ได้แจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงให้ทราบคือกรมศิลปากร” นายประภัสสร์กล่าว

ทั้งนี้ อาคารพระยาญาณประกาศ มีลักษณะเป็นตึกทรงยุโรปชั้นเดียว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2459 โดยมหาอำมาตย์ตรี พระยาญาณประกาศ สุจริตามาตย์ธรรมเสถียร (เลื่อน ศุภศิริวัฒน์) อดีตพิพากษาศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษ และพระยายืนชิงช้า สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อใช้เป็นท่าเรือสำหรับเจ้านาย และข้าราชการที่จะเดินทางไปเฝ้าสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งเสด็จไปประทับ ณ พระตำหนัก วังสระปทุม ริมคลองแสนแสบ คู่อยู่กับท่าเรือชาวบ้าน คือ “ท่าเรือจางวางเอม” บริเวณสะพานผ่านฟ้า นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าเคยเป็นที่ประทับของเจ้านายคราวทอดพระเนตรการเล่นสักวาในคลองมหานาคช่วงงานภูเขาทอง กลางเดือน 12 วันลอยกระทงอีกด้วย



