ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกระทรวงยุติธรรม บรรยายพิเศษ เรื่อง “ศาสตร์พระราชา นำพาประเทศสู่ความร่มเย็นเป็นสุข” ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม “หลักสูตรเสาหลักเพื่อแผ่นดินเกียรติยศ รุ่นที่ 4” (สกพ.4) ณ อาคารศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ตอนหนึ่งของการบรรยายพิเศษว่า
“หากจะขอกล่าวถึงการน้อมนำศาสตร์พระราชามาสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการปฏิบัติราชการ สามารถกล่าวโดยสรุปได้เป็น 3 เรื่องสำคัญ ที่จะสัมพันธ์ไปถึงการปกครองที่นำพาความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ประเทศชาติ
ประการแรก คือ การสอนให้เราทุกคนมีความรู้รักสามัคคี ปราศจากจริยธรรมประการนี้ คงไม่สามารถพัฒนาอะไรได้ท่ามกลางความแบ่งแยกหรือแตกแยก คนในชาติต้องรักกัน สามัคคีกัน ที่จะเกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแผ่นดิน คำว่า “สุจริตธรรม” จะเป็นตัวชี้วัดบ่งบอกถึงความสำเร็จหรือไม่ในการทำงานหรือการพัฒนาที่เกิดขึ้น เราทุกคนยอมรับว่า ความซื่อสัตย์สุจริตโดยแท้ คือ การนำพาสังคมนั้นสู่การเป็นที่ยอมรับกับอีกเป็นสังคมอารยะที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความเคารพยำเกรง สิ่งอื่นๆ ในเชิงบวกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมย่อมเกิดขึ้นตามมา เมื่อทุกผู้ทุกฝ่ายต่างมีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความจริงใจให้กัน
ประการที่สอง คือ ความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ว่าโดยข้อเท็จจริง ชีวิตอันดีงามของบุคคล หาใช่เรื่องของการสวมหน้ากากเข้าหากัน หรือโอบกอดพูดดีต่อกันแต่ถือมีดไว้ข้างหลัง เป้าหมายชีวิตคนคือความสุขความเจริญที่ทุกคนปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้น และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความมักใหญ่ใฝ่สูงบนความทุกข์ยากของคนอื่น แต่ปรารถนาความพอเพียง ความไม่สุดโต่ง ความไม่โลภโมโทสัน ได้แก่ การรู้จักความพอดี ไม่มากไม่น้อย มีจรรยามารยาท การไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การไม่กล่าวคำเท็จ เพราะสุดท้ายเราทั้งหลายอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ใครจะไปจากแผ่นดินเกิดของเราได้สักกี่คน เราคนไทยเกิดที่นี่และตายที่นี่ ความจริงใจ ไม่เป็นศัตรูต่อกัน ย่อมทำให้สังคมเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีความสุข
ประการที่สาม คือ สังคมที่มีความเจริญตามอุดมคติของชนชาติอารยะและสมควรนำพระราชปณิธานว่าด้วยความเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ประการนี้มีความสำคัญในการดำรงชีวิต ความเข้าใจนำมาซึ่งการเรียนรู้ มีความวิริยะอุตสาหะ ความเข้าถึงนำมาซึ่งความรัก ความมีเมตตากรุณา ความจริงใจต่อกัน และการพัฒนาจะเกิดขึ้นได้ในสังคมของคนในชาติ กล่าวคือ ต้องมีความสมัครสมานสามัคคี ไม่ทะเลาะหรือขัดแย้งถึงขั้นเป็นศัตรูต่อกัน ความสามัคคีจะก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีที่มีต่อกัน ไม่ทำให้ตนเองรู้สึกว่าขาดที่พึ่งพาหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยว หัวเดียวกระเทียมลีบ หรือถูกห้อมล้อมด้วยบุคคลที่เป็นศัตรู บุคคลผู้ทุจริตคดโกง หรือสังคมที่ปราศจากธรรมาภิบาล ในฐานะคนชาติเดียวกัน พลเมืองของประเทศเดียวกัน ความรู้สึกเช่นนี้ต้องไม่มีเกิดขึ้น”




