เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ร.ต.อ.ชยกร สุวรรณเกล้า พนักงานสอบสวนเวร สภ.ทุ่งคาโงก อ.เมืองพังงา พร้อมด้วย พ.ต.ท.หญิง ญาณิสร ประสงค์ นวท.(สบ 3) พิสูจน์หลักฐาน จังหวัดพังงา นำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนและทีมพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 117/2 บ้านบางแนะ หมู่ที่ 3 ต.นบปริง อ.เมืองพังงา ของนายประวิทย์ ปิยนามวาณิช อายุ 59 ปี นักธุรกิจ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดพังงา ซึ่งได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน ได้มีคนร้าย 2 คน ปีนกำแพงด้านข้างบ้านที่ติดกับสวนปาล์มน้ำมัน เข้ามางัดหน้าต่างและประตูห้องนอนรื้อเอาตู้เซฟขนาดเล็กที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า งัดเอาทรัพย์สิน ประกอบด้วยเงินสดกว่า 100,000 บาท และเงินดอลลาร์จำนวนหนึ่ง และเครื่องบันทึกข้อมูลกล้องวงจรปิด 1 เครื่อง เจ้าหน้าที่จึงทำการเก็บหลักฐานและรอยนิ้วมือในที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามหาตัวคนร้ายต่อไป
นายประวิทย์เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 19.00 น.ของวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตนเองได้ออกไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมที่วัดในตลาดพังงา และในเวลาประมาณ 20.00 น.ก็ได้รับโทรศัพท์จากลูกชายที่เพิ่งกลับเข้าบ้านว่า มีคนร้ายได้เข้างัดประตูและหน้าต่างบ้านมาขโมยเอาทรัพย์สินภายในบ้าน จึงรีบขับรถกลับมาบ้านพร้อมกับโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งคาโงก และพอจะตรวจสอบกล้องวงจรปิด ก็พบว่าคนร้ายได้ขโมยเอาเครื่องบันทึกข้อมูลกล้องวงจรปิด เมื่อไปตรวจสอบกล้องอีกชุดหนึ่งที่จับภาพด้านข้างบ้านก็พบว่าคนร้ายมี 2 คน เดินวนเวียน อยู่ภายในสวนปาล์มน้ำมันข้างบ้าน พอตนเองออกจากบ้านคนร้ายทั้ง 2 คนที่สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า 1 คนและใส่เสื้อแบบมีหมวก 1 คน ปีนกำแพงด้านข้างบ้านเข้ามาในบ้าน จากนั้นได้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที งัดประตูหน้าต่างค้นหาทรัพย์สิน ก่อนจะปีนกำแพงกลับออกไปทางเดิม โดยปกติแล้วตนเองก็ไม่ได้เก็บเงินไว้ที่บ้านมาก แต่เป็นวันที่น้องได้นำเงินจากการขายปาล์มน้ำมันมาให้ และตนเองก็ยังไม่ได้เอาไปฝากที่ตู้เอทีเอ็มที คิดว่าจะนำไปฝากในช่วงเช้า แต่ก็มาถูกคนร้ายเข้ามาขโมยเสียก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาในพื้นอำเภอเมืองพังงา มีกลุ่มคนร้ายออกอาละวาดงัดแงะขโมยทรัพย์สินตามบ้านเรือนของประชาชนหลายคดี ขนาดในสถานที่ราชการอย่างบ้านพักของหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดพังงาก็ไม่เว้นถูกคนร้ายงัดเข้าไปขโมยทรัพย์สินเสียหายกว่า 500,000 บาท และมีบ้านในตำบลนบปริงก็ถูกคนร้ายเข้าไปขโมยซ้ำถึง 2 ครั้ง จนเจ้าของบ้านทนไม่ไหวต้องประกาศขายบ้านเพื่อจะไปอยู่ที่อื่น ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถติดตามหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้เลย จนชาวบ้านพูดกันว่า ที่คนร้ายอาละวาดหนักเพราะการทำงานด้านการป้องกันปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีประสิทธิภาพดีพอ

