กรมทรัพยากรฯ เล็งใช้โดรนสำรวจ-ค้นหาน้องๆ ผ่านปล่องถ้ำ (คลิป)

26.06.18 | 17:38 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 มิถุนายน ที่ห้องโถงชั้น 1 กรมทรัพยากรธรณี นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ร่วมกับนายชัยพร ศิริพรไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการประสานงานระหว่างประเทศ แถลงประเด็นถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่า ทางทรัพยากรธรณีได้เผยผลวิเคราะห์ ถ้ำไม่ได้มีทางเข้า-ออกแค่ทางเดียว แต่ก็ยังไม่ได้ถือว่าเป็นข่าวดีทั้งหมด ปัญหาในตอนนี้คือน้ำที่ท่วม ซึ่งตอนนี้ทุกฝ่ายก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังสูบน้ำออก ตอนนี้เรากำลังหาทางออกได้อีกทางหนึ่งที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

นายทศพร กล่าวต่อว่า ตอนนี้ทางกรมทรัพยากรธรณี ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการธรณีอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดทำข้อมูลทางธรณีวิทยาสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะพบทางเข้าถ้ำนอกเหนือจากปากถ้ำ โดยใช้ข้อมูลทางธรณีวิทยาเพื่อหารอยแตกของถ้ำที่พบเป็นโพรงหรือช่องที่จะเข้าได้อีกทางหนึ่ง เพื่อส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้กับทีมค้นหา ซึ่งจุดที่คาดว่าจะพบ จะอยู่ในตำแหน่ง A และ B ซึ่งตรงนั้นเป็นบริเวณที่คาดว่าจะพบช่องหรือปล่องที่จะสามารถเข้าถ้ำได้ โดยตำแหน่ง A จะอยู่บริเวณทางออกของถ้ำที่จะตัดในทิศใต้ของปลายถ้ำ ส่วนตำแหน่ง B เป็นบริเวณแนวฝั่งตะวันออกของแถวถ้ำเป็นหน้าผาให้เชิงเขา

“จากการเดินเข้าไปสำรวจ ของเจ้าหน้าที่ พบรอยเท้าของทั้ง 13 คน คิดว่าน่าจะใกล้ถึงตัวพวกเขาแล้ว ซึ่งทางเราก็ได้ช่วยกันหาข้อมูลทางธรณีวิทยา เพื่อหาช่องทางใหม่ๆ ซึ่งตอนนี้เรามี 2 ช่องทางช่วยเหลือแล้วคือ จุด A มีปล่อง 2 ปล่อง แต่มีเพียงปล่องเดียวที่สามารถลงไปสำรวจได้ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการรอผลสำรวจ และจุด C หากเป็นเช่นนั้น การที่จะเข้าถึงตัวทั้ง 13 คน ก็ดูจะมีความหวังมากขึ้นไปอีก ส่วนในเรื่องของความไม่ปลอดภัยจากสัตว์พิษไม่น่าจะพบในถ้ำ อาจจะพบเพียงสัตว์ที่มีลักษณะขายาว อย่าง เช่น ตั๊กแตน ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษ เป็นต้น” นายทศพร กล่าว

นายทศพร กล่าวต่อว่า ในส่วนของความช่วยเหลือนอกจากการเดินเท้า และการจัดชุดประดาน้ำเข้าไปช่วยเหลือแล้ว ยังมีการหาช่องทางที่จะโรยตัวเข้าไปในปล่องถ้ำ เบื้องต้นพบช่องทางที่จะโรยตัวเข้าไปแล้ว แต่อยู่ในช่วงของการนำโดรนบินขึ้นไปสำรวจ และในส่วนของจุด B บริเวณในถ้ำมีโพรงที่สามารถกระทุ้งเพื่อให้เกิดช่องที่สามารถลงไปช่วยเหลือคนภายในนั้นได้ แต่เนื่องจากเป็นจุดที่คาดว่าจะพบผู้สูญหาย จึงอาจทำให้เกิดความเสี่ยงแก่ผู้ที่อยู่ด้านในได้

“ตอนนี้เรายังไม่สามารถคาดเดาเป็นเปอร์เซ็นได้ว่าตอนนี้เราเข้าใกล้น้องๆ ทั้ง 13 คน มากแค่ไหนแล้ว เพราะทางเรามีแค่แผนที่กระดาษ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสภาพแวดล้อมด้านในเป็นอย่างไร ภายในนั้นมีน้ำท่วมไหม โถงข้างในจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ เราไม่สามารถรู้ได้เลย ซึ่งตอนนี้ทางเราก็ได้แต่ภาวนาให้ธรรมชาติช่วยเหลือน้องๆ ให้อยู่รอดรอรับการช่วยเหลือจากทุกฝ่ายอย่างเข้มแข็ง” นายทศพร กล่าว

Advertisement

นายชัยพร ศิริพรไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการประงานระหว่างประเทศ กล่าวว่า เนื่องจากลักษณะของถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เป็นถ้ำธารลอด ซึ่งในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำไหลเข้ามา ท่วมพื้นในพื้นที่ถ้ำ แต่เนื่องจากความสูงต่ำของพื้นถ้ำจะมีลักษณะต่างกัน เช่น บางช่วงมีเพดานถ้ำที่ต่ำมากๆ จะไม่สามารถผ่านเข้าไปในช่วงที่มีน้ำท่วมได้ ยกเว้นแต่จะรอให้น้ำลด แต่เนื่องจากพื้นที่ถ้ำในแต่ละช่วงจะมีบางจุดที่เกิดหินถล่ม และมีตะกอนดินสะสมบางส่วน ก็จะอาจจะทำให้สามารถหลบน้ำได้

“ผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวในต่างประเทศ บางประเทศมีเด็กติดอยู่เกือบหนึ่งเดือน โดยไม่มีน้ำ ไม่มีอาหารยังสามารรอดมาได้ แต่สำหรับถ้ำนี้มันโล่ง มันมีน้ำให้กินแน่นอน จะขาดแต่เพียงเรื่องอาหาร และเท่าที่รู้มาน้องบางคนเข้าออกถ้ำมาประมาณ 4 ครั้งแล้ว เขาน่าจะรู้ช่องทางในการเอาตัวรอด ถ้าน้ำมันไม่หลากหรือมาเร็วจริงๆ คาดว่าตอนนี้พวกเขาน่าจะไม่ได้อยู่ในจุดที่มีน้ำท่วม” นายชัยพร กล่าว