เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตโฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยฐานร่วมกันหมิ่นประมาท กรณีเมื่อระหว่าง วันที่ 17 -19 พฤษภาคม 2549 ต่อเนื่องกัน ในกรณีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันแถลงข่าวใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ทำนองว่า โจทก์บริหารประเทศแบบซีอีโอ และเปรียบเทียบโจทก์เหมือนเป็นผีปอบที่เข้าร่างไม่ได้ และถ้อยคำอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ
โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือเเล้วมีคำพิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์
ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง “เทพไท เสนพงศ์” ไม่ผิดแถลงข่าวหมิ่น “อดีตนายกฯ ทักษิณ” ศาลชี้เป็นการแสดงความคิดเห็นและติชมด้วยความเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.1923/2549 ที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายนภดล มีวรรณะ ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพรรคประชาธิปัตย์ และนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตโฆษกส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332
โจทก์ฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2549 นายเทพไท จำเลยที่ 2 ได้แถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยุครัฐบาลทักษิณลาออก โดยกล่าวทำนองว่าบริหารประเทศแบบซีอีโอ ที่มีรัฐมนตรีเป็นเพียงผู้ช่วยทำงานไม่ได้ และยังได้กล่าวเปรียบเทียบ พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนผีปอบที่ออกจากร่างแล้วกลับเข้าร่างไม่ได้ ซึ่งพยายามทุกวิถีทางเพื่อกลับเข้าสู่ร่างเดิมกรณี
ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2558 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากทางนำสืบฟังข้อเท็จจริงได้ว่า โจทก์ได้ประกาศยุบสภาต้นปี 2549 และมีการกำหนดวันเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 แต่ต่อมาตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็ได้วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งดังกล่าวไม่สุจริต ดังนั้นการกระทำเป็นการนำข้อมูลข่าวสารมาเผยแพร่อันเป็นวิสัยที่กระทำได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดหมิ่นประมาท
จากนั้นโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2559 ว่า โจทก์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรักษาการนายกรัฐมนตรี จึงถือเป็นบุคคลสาธารณะที่สามารถจะถูกตรวจสอบการทำงานได้ ซึ่งการกล่าวของนายเทพไท จำเลยที่ 2 เป็นการพูดจาตอบโต้กันในทางการเมือง ถือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นและติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยที่สามารถกระทำได้ จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 แถลงข่าวที่พรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่เป็นความผิดด้วย
ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกา โดยในวันนี้ นายเทพไท จำเลยที่ 2 และในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจจากทนายความจำเลยที่ 1 เดินทางมาฟังคำพิพากษา พร้อม นายราเมศ รัตนะเชวง ทนายความ ขณะที่โจทก์มอบอำนาจให้เสมียนทนายความมาฟังคำพิพากษาแทน
ศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้วพิพากษาว่า การกระทำของ นายเทพไท จำเลยที่ 2 ที่แถลงข่าวที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นการแสดงความคิดเห็นตอบโต้กันในทางการเมือง และเป็นการติชมโดยสุจริต จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายืน
ภายหลัง นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้องตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่าเป็นการแสดงความเห็นทางการเมือง เป็นการติชมโดยสุจริต เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ซึ่งคดีนี้เป็นคดีที่นายทักษิณ ได้ฟ้องตนและพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี 2549 จากการที่นายทักษิณหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้มีการเลือกตั้ง หลังจากนั้นการเลือกตั้งก็ได้เลื่อนออกไป ซึ่งนายทักษิณก็กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อ ตนจึงให้ความเห็นทางการเมืองว่านายทักษิณมีพฤติการณ์เหมือนผีปอบ ที่ออกไปแล้วก็กลับเข้ามาอีก นายทักษิณก็เลยฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งได้ต่อสู้คดีกันมานาน 12 ปี ซึ่งก็ได้รับความเป็นธรรมจากศาล อย่างไรก็ตามแม้จะผ่านมานานหลายปีแล้ว แต่ก็มีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ากรณีที่นายทักษิณไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลและไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ทำไมนายทักษิณจึงสามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีได้ ซึ่งก็เป็นความเห็นของคนทั่วไป


