จากกรณีสาววัย 15 ปีวางแผนวางยาใส่น้ำดื่มเพื่อฆ่ามารดาตนเอง เนื่องจากรู้สึกคับข้องใจ แต่ปรากฎว่าน้องสาวต่างบิดาเสียชีวิต
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน น.ส.อนงค์ภาณุช ปะนะทังถิรวิทย์ นักแนะแนวการศึกษาและอาชีพชำนาญการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วิเคราะห์ได้ว่า ปัญหาเกิดจากอย่างแรกเลยเป็นเรื่องของครอบครัว ในเรื่องของการเลี้ยงดูที่ปล่อยปละละเลย ขาด ในเรื่องความรักความอบอุ่น ที่ยังไม่เติมเต็มและขาดการอบรม ขาดการสื่อสารแบบสองทาง ด้วยระยะทางที่ห่างไกลการโทรศัพท์คุยกันระหว่างเด็กกับแม่ ก็คงไม่เพียงพอ อีกเรื่องก็คือ เรื่องพฤติกรรมของเด็กที่มีเรื่องความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนความรักทำให้คนตาบอด ตัวเด็กต้องารสนองให้ได้สิ่งที่รักมา เพราะเค้าเองขาดรักมาตั้งแต่เด็ก จึงแสวงหาความรักจากคนรอบข้าง แต่ครอบครัวอาจจะไม่เข้าใจ ปัจจัยหลักคือเรื่องครอบครัว เรื่องการอบรมเลี้ยงดู ที่ถูกปล่อยปละละเลย ซึ่งส่งผลให้เค้ากระทำความผิดได้เร็วขึ้น
“ทางออกคือ คนที่จะมาดูแลหลังจากนี้ไป ก็คือหน่วยงานภาครัฐ เช่น บ้านพักเด็กและครอบครัว ที่ต้องให้คำปรึกษา เยียวยาในเรื่องจิตเวชเด็ก ประเมินเบื้องต้นว่าพัฒนาของเด็กสมส่วนหรือไม่ สติปัญญาเป็นอย่างไร ไอคิวระดับเท่าไหร่ ต้องวินิจฉัยร่วมกัน เพื่อหาสาเหตุของการก่อเหตุ” น.ส.อนงค์ภาณุช กล่าว
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เรื่องนี้คงตอบรายละเอียลึกๆมากไม่ได้ เนื่องจากต้องมีการวิเคราะห์และตรวจสภาพจิตใจโดยละเอียดเป็นเฉพาะราย แต่หากกล่าวในภาพรวมแล้ว โดยข้อเท็จจริง คนที่มีพฤติกรรมรุนแรงไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ล้วนมาจากเคยประสบปัญหาความรุนแรงกับตัวเองมาก่อน ทั้งปัญหาทางตรงและทางอ้อม อย่างความรุนแรงทางตรง ก็อาจเคยถูกทำร้ายร่างกาย หรือความรุนแรงทางเพศ ส่วนความรุนแรงทางอ้อม อาจเคยถูกความรุนแรงทางจิตใจ รู้สึกถูกทอดทิ้ง ทำให้กลายเป็นคนชินชา
“สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีปัญหาทางสุขภาพจิตทั้งหมด แต่อาจเป็นเรื่องของการตัดสินใจผิดพลาด แต่ก็ต้องตรวจสอบเป็นรายบุคคลไป แต่โดยหลักสิ่งเหล่านี้ป้องกันได้ในระดับครอบครัว และถึงแม่พ่อแม่จะแยกทางกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดูแลลูกไม่ได้ ต้องยึดหลักว่า อย่าเอาความขัดแย้งของพ่อแม่มายุ่งกับความเป็นพ่อแม่ของตัวเอง เพราะหากกระทบต่อลูก จะส่งผลต่อสภาพจิตใจให้เกิดความคับข้องใจ เด็กจะมีปัญหาทางพฤติกรรมตามมา” นพ.ยงยุทธ กล่าว
ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ เราต้องดูแลลูกให้ดี มีกิจกรรมเชิงบวกกับลูก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในบ้าน ทำงานบ้าน เตรียมอาหาร หรือ การพาลูกไปเที่ยวไปเรียนรู้กิจกรรมนอกบ้าน อย่างพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ อุทยานฯแหล่งความรู้ต่างๆ หรือแม้แต่การเล่มเกม ก็มีเกมเชิงบวกอีกมาก ดังนั้น อยู่ที่พ่อแม่ในการสอนในการเลือกที่ให้ลูกได้เรียนรู้ และไม่จำเป็นว่าทำได้เฉพาะครอบครัวที่มีพ่อแม่พร้อม พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ทำได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าในสังคมออนไลน์หลายคนไม่เข้าใจมีการตำหนิเด็กสาวที่วางแผนทำร้ายบุพการี นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ในสังคมออนไลน์ต้องระมัดระวัง แต่การที่มีการตำหนิหรือต่อว่าคนอื่นด้วยถ้อยคำรุนแรงนั้น จริงๆแล้วแสดงว่าตนเองก็มีปัญหาเป็นการระบายออกของเขาทางหนึ่ง แทนที่จะกระทำเช่นนี้ ควรหยุดและจัดการปัญหาของตัวเองก่อนดีกว่า

