หลังจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดาก่อรัฐประหารเงียบ ด้วยการให้งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา และปิดสภาผู้แทนฯรวบอำนาจบริหารกับนิติบัญญัติมาไว้ในมือ พร้อมกับกำจัด “หลวงประดิษฐ์มนูธรรม” จนต้องลี้ภัยในต่างประเทศสำเร็จไม่ทันถึง 3 เดือน “พระยาพหลพลพยุหเสนา” ก็ก่อรัฐประหารบ้าง
วันที่ 20 มิถุนายน 2476 พระยามโนปกรณ์ฯถูกโค่นลงจากเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี”
21 มิถุนา พระยาพหลฯขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
22 มิถุนา พระยาพหลฯให้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับตั้งให้หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นประธานกรรมการวิสามัญชำระความข้อหา “คอมมิวนิสต์” ของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ให้สิ้นมลทิน
จากนั้นเชิญตัว “ปรีดี” กลับประเทศ โดยพระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรี กับหลวงพิบูลสงคราม เปิดทำเนียบรัฐบาล (วังปารุสกวัน) ต้อนรับอย่างคึกคักอบอุ่น
ยิ่งไปกว่านั้น
อีก 2 วันต่อมา คือ 1 ตุลาคม ยังแต่งตั้ง “ปรีดี พนมยงค์” คนที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ให้เป็น “รัฐมนตรีลอย” ทันที
นั่นคือ การหยามหยันไม่ไว้หน้าและท้าทายอีกฝ่ายที่เพิ่งจะถูกโค่นลงไป
สิบวันหลังจากนั้น ที่อึมครึมคุกรุ่นอยู่ก็ระเบิดออก เกิดเป็น “กบฏบวรเดช” ก่อการสู้รบรุนแรงพร้อมยื่นคำขาดให้รัฐบาลพระยาพหลฯลาออกภายใน 1 ชั่วโมง
เมื่อรัฐบาลพระยาพหลฯเลือกที่จะจัดการอย่างเฉียบขาด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็กลายเป็นสงครามกลางเมือง
“หลวงพิบูลสงคราม” ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น “ผู้บัญชาการปราบกบฏ”
กบฏบวรเดชพ่ายแพ้ยับเยิน นายทหารบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก กองทัพแตกแยก สูญเสียมหาศาล
สถานการณ์ได้สร้างวีรบุรุษนาม “หลวงพิบูลสงคราม” หรือ “แปลก ขีตตะสังคะ” นายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการทหารและการเมือง ซึ่งเป็นมันสมองคนสำคัญ 1 ใน 7 แกนนำของคณะราษฎร ที่มีบทบาทมาตั้งแต่การประชุมสมคบคิดกันที่ปารีส
เส้นทางชีวิต “ป. พิบูลสงคราม” รุ่งโรจน์ เรืองนามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยได้เลื่อนขึ้นเป็น รอง ผบ.ทบ. และ ผบ.ทบ. ตามลำดับ กระทั่งก้าวสู่เส้นทางการเมืองด้วยการขึ้นเป็น “รัฐมนตรีกลาโหม” ในรัฐบาลพระยาพหลฯ
กลายเป็นขุนพลคู่บัลลังก์พระยาพหลพลพยุหเสนาสืบไป 5 ปีเต็ม !?!!

