เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) และทนายความด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวถึง กรณีที่มีราชกิจจานุเบกษาประกาศให้ใช้บังคับ ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 โดยสรุปมีสิ่งใหม่ที่ให้อำนาจพนักงานอัยการซึ่งมีอยู่แล้วตามระเบียบเดิม พ.ศ.2554 และให้อัยการสูงสุดที่เห็นเองหรือมีความเห็นจากการเสนอเรื่องจากหัวหน้าพนักงานอัยการ ตามปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง 6 ข้อ เดิมมีเพียง 5 ข้อนั้น ทั้งนี้มีการเพิ่มเติมปัจจัยที่ว่า “เหตุผลตามความเห็นของนายกรัฐมนตรีหรือความเห็นหน่วยงานอื่นถึงผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทน” ก่อนที่จะสั่งฟ้อง เพื่อให้มีดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้องนั่นเอง
จะเห็นว่า การแก้ไขระเบียบนี้มีทั้งในแง่ดีและในแง่ไม่ดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจของอัยการสูงสุดโดยตรงเพียงผู้เดียวเท่านั้น สิ่งที่นักกฎหมายและสังคมจะต้องจับตาและต้องตรวจสอบการใช้ดุลพินิจนี้ต่อไปว่าอัยการสูงสุดมีความเป็นอิสระที่แท้จริงด้วยหรือไม่ เพราะหากคดีอาญาใดที่มีการสอบสวนมาแล้วรูปคดีมีนัยยะที่เกี่ยวข้องกับคดีทางการเมืองของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือการใช้อำนาจทางการทหารหรือหน่วยงานฝ่ายบริหาร ระเบียบนี้ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ไปในทางที่สนองต่อนโยบายหรือไปในทางใดทางหนึ่งก็ได้ จึงถือเป็นเรื่องที่สาธารณชนจะต้องช่วยกันตรวจสอบความเห็นของอัยการสูงสุดด้วย เนื่องจากผลของการใช้อำนาจตามระเบียบนี้ย่อมส่งผลทางคดีอาญาที่จะสั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้องเป็นที่สิ้นสุดที่อัยการสูงสุด
ขอยกกรณีตัวอย่างคดีอาญากรณีหนึ่ง คือคดีที่ประชาชนที่แสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพที่อยากให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น หากพิจารณาสาเหตุหรือมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดหรือลักษณะความร้ายแรงของการกระทำความผิด ผลร้ายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดแล้ว ในส่วนการพิจารณาสั่งฟ้องคดีของอัยการศาลแขวงปทุมวัน ที่มีผู้ต้องหาทั้งหมด 24 คน ถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมเกิน 5 คนในรัศมี 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯนั้น ปรากฏว่าพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน เห็นว่าคดีมีมูลการกระทำของผู้ชุมนุมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. แต่เห็นว่าจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเสนอต่อผู้บังคับบัญชาไปยังอัยการสูงสุด ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการสั่งไม่ฟ้องคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ พ.ศ.2554 อันเป็นขั้นตอนและเหตุปัจจัยตามระเบียบเดิม แต่เมื่อระเบียบใหม่นี้ใช้บังคับในส่วนที่เป็นคุณก็ย่อมใช้บังคับได้ ปัจจุบันจึงยังรอความเห็นจากอัยการสูงสุดเป็นผู้สั่งคดีคนสุดท้ายตามขั้นตอน ดังนั้น เมื่อความผิดคดีนี้เป็นประเภทคดีที่ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ หากอัยการสูงสุดเห็นแย้งพนักงานอัยการศาลแขวงปทุมวันคือ มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด ย่อมจะเป็นคำตอบแรกที่เป็นรูปธรรมว่าระเบียบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาติจริงหรือไม่

