จากรณีข่าวเด็กและเยาวชนทีมฟุตบอล รวมทั้งโค้ช ทั้ง 13 คนติดถ้ำหลวงตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2561 โดยทางภาครัฐเอกชน ทุกภาคส่วน รวมทั้งต่างประเทศระดมกำลังให้การช่วยเหลือจนบัดนี้ ซึ่งทุกคนต่างรอและมีความหวังขอให้พบเด็กทั้ง 13 คนอย่างปลอดภัยนั้น
ล่าสุด นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “ นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์” ระบุว่า “ เป็นห่วงด้านสภาวะจิตใจทางผู้ปกครองรวมถึงญาติพี่น้องของทั้ง 13 คน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นช่วงระยะวิกฤตต่อเหตุการณ์แน่นอนว่าทุกคนต้องรู้สึกกังวลใจ ว้าวุ่นใจร้องไห้ คร่ำครวญ นอนไม่หลับ นั่นเป็นสภาวะที่ต้องเผชิญ ณ ขณะนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งกลุ่มบุคคลในพื้นที่หรือชุมชน แม้กระทั่งในชุมชนออนไลน์ก็ตามมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการให้กำลังใจ ซึ่งสามารถช่วยให้พวกเค้าเหล่านั้นผ่านพ้นวิกฤตตรงนี้ไปให้ได้ทุกขณะที่ยังมีความหวังตราบที่ยังไม่เลิกค้นหา”
“สำคัญที่สุด คือ กลุ่มน้อง ๆ ทั้ง 13 ชีวิต รวมโค้ช เป็นสัญชาติญานและธรรมชาติของมนุษย์ที่พยายามต่อสู้กับเหตุการณ์เพื่อที่จะเอาชีวิตรอด ผมคิดว่าทุกคน ณ ขณะนี้คงร่วมกันฟันผ่าให้พ้นจากวิกฤตไปได้ จึงเป็นโอกาสในการช่วยเหลือช่วงที่จิตใจของทุกคนต้องร่วมกันต่อสู้”
นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นสุขภาพจิตที่ผมเป็นห่วงคือเมื่อทั่ง 13 ชีวิตได้รับความช่วยเหลือออกมาได้ หลายคนอาจตกอยู่ในภาวะตึงเครียดสักระยะนึงหลังจากนี้ หากพบว่ามีอาการหวาดผวา หวาดกลัว ต่อฟ้าฝนหรือความมืด นานกว่า 1 เดือนในทางสุขภาพจิตเราเรียกว่า “บาดแผลทางใจ” นั่นหมายความว่าประสบการณ์นั้นฝังรากลึกเกินกว่าที่บุคคลจะลืมได้ ต้องเฝ้าระวังและรับการบำบัดรักษาจากแพทย์เฉพาะทางสุขภาพจิตและจิตเวชต่อไป
“สุดท้ายการติดตามข่าวในยุคนี้สมัยนี้ที่ทุกคนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่ใช้ความรุนแรงและสร้างสรรค์และไม่ควรโจมตีบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ นับได้ว่าเหตุการณ์นี้เหนือความคาดหมายจริง ๆ ทุกฝ่ายพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ข้อดีคือเราได้เห็นอีกแง่มุมนึงของคนไทยในการร่วมมือร่วมใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ประสบเหตุการณ์และทีมที่เข้าไปช่วยเหลือ นับได้ว่าเป็นสภาวะจิตใจที่ดีทั้งคนในประเทศและต่างประเทศ” นพ.ยงยุทธ กล่าว
นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า ข้อพึงระวังและสำคัญมากสำหรับผู้ติดตามข่าวสาร คือ อย่าดูเหตุการณ์แบบดูละครที่คอยลุ้นติดตามทุกวินาทีและมากจนเกินไป แทนที่จะเกิดประโยชน์ต่อตัวเรากลับเป็นการสร้างความเครียดแทน ขอให้ทุกคนติดตามข่าวอย่างพอเหมาะพอควร ศึกษาและเลือกรับข่าวสารแต่ละประเภทจากสื่อในรูปแบบทางการ หากเป็นข้อความเพียงส่งต่อกันเองต้องพึงระวังในการรับรู้เป็นอย่างมาก เนื่องอาจมีกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีพยายามสร้างข่าวผิดบิดเบือนปลุกปั่นสร้างกระแสได้ สิ่งที่เราต้องกลับมาทบทวนและเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ กฎระเบียบต้องเคร่งครัดในการเข้าชมถ้ำหลวงหรือแหล่งธรรมชาติอื่น ๆ ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาดูแลต่อไป
นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีน้อง 13 ชีวิตรวมถึงโค้ชที่ยังคงอยู่ติดในถ้ำหลวง สิ่งที่ผมเป็นห่วงขณะนี้นอกจากทั้ง 13 คนแล้ว คือผู้ที่เฝ้ารอคอยการกลับมาอย่างมีความหวังของพ่อแม่ผู้ปกครองรวมถึงญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งการติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของทีมช่วยเหลือก็ตาม ที่อาจมีภาวะว้าวุ้นใจ กระวนกระวายใจ ร้องไห้คร่ำครวญ กลัวที่จะเกิดความสูญเสีย ซึ่งในบางคนถึงขั้นนอนไม่หลับ เบื้องต้นต้องยอมรับก่อนว่าขณะนี้เป็นวิกฤตฉุกเฉินที่เป็นเหตุให้เกิดอาการดังกล่าว
ฉะนั้นอย่าตื่นกลัว หัวใจสำคัญของการก้าวพ้นภาวะเหล่านี้ อยู่ที่บทบาทของชุมชนหรือบุคคลที่อยู่ในพื้นที่นั้นต้องช่วยกันให้กำลังใจ ร่วมกันหากิจกรรมอื่น ๆ ทำแทนที่จะนั่งรอคอยเพียงความหวัง ในภาษาทางสุขภาพจิตเรียกว่าเปลี่ยนจากเหยื่อให้เป็นผู้กอบกู้วิกฤต เช่น เป็นส่วนนึงของการช่วยเหลือทีมปฏิบัติงานในพื้นที่ กิจกรรมทางศาสนาหรือจิตอาสาเหล่านี้สามารถทำให้สภาพจิตใจของพ่อแม่ผู้ปกครองรวมถึงญาติพี่น้องดีขึ้นได้ ผมขอเน้นย้ำให้ทุกคนผนึกกำลังอย่างหนักแน่นในระหว่างกลุ่มญาติ หรือชุมชนเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการให้กำลังใจจากชุมชนออนไลน์ต่าง ๆ
ปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท ทำให้ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลมาเป็นจำนวนมากสำหรับผู้ติดตามสถานการณ์ผมขอใช้คำว่า “ลุ้น” จนกระทั่งขาดการพักผ่อนหรือตื่นเช้าขึ้นมาต้องตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเป็นอันดับแรก จนเสียงานหรือกิจวัตรประจำวัน มีอารมณ์ร่วมไปกับสถานกรณ์ดังกล่าว ต้องรีบหันกลับมาจัดการตัวเอง โดยการบริหารเวลาไม่ควรติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ชั่วโมง ให้ดำรงรักษากิจวัฒนประจำวันให้เป็นปกติ หากเริ่มเสียงานเมื่อไหร่เริ่มเป็นสัญญานไม่ดีแน่นอน ในทางกลับกันเปลี่ยนจากผู้ติดตามข่าวสารเป็นผู้ช่วยเหลือ โดยร่วมทำกิจกรรมอาสาอื่น ๆ ในสถานการณ์ขณะนี้

