เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า วันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะเป็นวันสุดท้ายของการจัดทำทะเบียนประวัติ ขออนุญาตทำงาน และพิสูจน์สัญชาติของแรงงานต่างด้าว โดยในวันสุดท้าย กระทรวงแรงงานจะให้บริการจนถึงคนสุดท้ายหรือสิ้นสุดในเวลา 24.00 น. ทั้งนี้ จากการดำเนินการที่ผ่านมา มีแรงงานฯ ที่ต้องเข้าศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือ ศูนย์โอเอสเอส ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 16 มกราคม 2561 จำนวน 1,320,035 คน โดยดำเนินการไปแล้วภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 จำนวน 840,736 คน และต่อมามติ ครม.ได้ขยายเวลาให้เจ้าหน้าที่ในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 โดยศูนย์โอเอสเอสดำเนินการในระยะที่ 2 เป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 348,022 คน ซึ่ง ณ วันที่ 28 มิถุนายน ดำเนินการแล้ว 333,724 คน คิดเป็นร้อยละ 95.89 เป็นกัมพูชา 148,420 คน ลาว 17,273 คน พม่า 168,031 คน คงเหลืออีก 14,298 คน เป็นกัมพูชา 9,966 คน ลาว 1,728 คน และพม่า 2,604 คน คิดเป็น ร้อยละ 4.11 ส่วนการพิสูจน์สัญชาตินั้น ผลการดำเนินการรวมทั้งสิ้น 117,708 คน คงเหลือที่ต้องพิสูจน์สัญชาติ 4,583 คน เป็นกัมพูชา 4,310 คน และ ลาว 273 คน
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ขอย้ำอีกครั้งว่า หากพ้นกำหนดวันที่ 30 มิถุนายนนี้ แรงงานต่างด้าวยังไม่ดำเนินการใดๆ จะไม่สามารถอยู่และทำงานต่อไปได้ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป กรมการจัดหางาน (กกจ.) จะมีมาตรการจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยดำเนินการตรวจสอบ ปราบปราม และจับกุม อย่างเคร่งครัด โดยบูรณาการตรวจร่วมกับตำรวจในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับ 5,000-50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้ว คนต่างด้าวจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และห้ามขออนุญาตทำงานภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับโทษ ขณะเดียวกัน นายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี

