เมื่อวันที่ 11 เมษายน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สังคมโลก กำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ทั่วโลกมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จาก 600 ล้านคนในปี 2543 คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้านคนในปี 2568 และเป็น 2,000 ล้านคนในปี 2593 และประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรผู้สูงอายุจะอาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งการที่ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และการบริการทางการแพทย์มากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับประเทศไทย นอกจากการมีประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังพบว่า ปัจจุบันครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยว ที่มีพ่อ แม่ และลูก เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุไทยอยู่ตามลำพังมากขึ้นตามไปด้วย
นพ.เจษฎา กล่าวว่า โดยจากข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย พบว่า ในปี 2557 สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียวได้เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ที่มีอยู่ ร้อยละ 6 มาเป็นเกือบร้อยละ 9 เช่นเดียวกับผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังกับคู่สมรสก็เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 16 ในปี 2545 มาเป็นร้อยละ 19 ในปี 2557 ทำให้ผู้สูงอายุดังกล่าวไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชนบทจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้งให้รับภาระเลี้ยงดูหลาน เนื่องจากพ่อแม่ต้องไปประกอบอาชีพต่างถิ่น
“การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใส่ใจในการดูแลรักษาสุขภาพกายและใจของตนเอง ตลอดจนได้รับการดูแลเอาใจใส่จากลูกหลาน จึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเริ่มจาก 1.ต้องยอมรับว่าเมื่อเข้าวัยสูงอายุแล้ว กำลังร่างกายและจิตใจย่อมเปลี่ยนแปลงในทางลดน้อยลง 2.พยายามรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ 3. ทำจิตใจให้แจ่มใส สนใจบุคคลและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญในคำสอนของศาสนามากขึ้น และ 4.ช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด โดยคิดว่าตนเองมีความสามารถ อย่าท้อแท้ และพึ่งผู้อื่นให้น้อยที่สุด” นพ.เจษฎา กล่าว

