‘บิ๊กอู๋’ ปิดศูนย์โอเอสเอสเฟส 2 ยอดแรงงานต่างด้าวเข้าระบบ 1.18 ล. ทำบิ๊กดาต้า-ส่ง 113 ทีมตรวจจับเข้ม (คลิป)

1.07.18 | 14:34 น.

หลังจากกระทรวงแรงงานปิดการจัดทำทะเบียนประวัติและขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชา ที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) ระยะที่ 2 ซึ่งดำเนินการตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน – วันที่ 30 มิถุนายน 2561

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ทยอยเก็บวัสดุและอุปกรณ์สำนักงาน พร้อมดำเนินการทำความสะอาดพื้นที่ภายในกระทรวงแรงงานทั้งหมด อีกทั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมสรุปผลการดำเนินการและวางมาตรการกวดขันแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบทำงานแบบผิดกฎหมาย ซึ่งมีแผนดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรฎาคมเป็นต้นไป

พล.ต.อ.อดุลย์เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการในระยะที่ 2 เป็นที่น่าพอใจ มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว พม่า มาจัดทำทะเบียนประวัติและขออนุญาตทำงานจำนวนทั้งสิ้น 347,067 คน คิดเป็นร้อยละ 99.73 แบ่งเป็น กัมพูชา 156,569 คน ลาว 18,210 คน พม่า 172,288 คน

“จากการดำเนินการที่ผ่านมา มีแรงงานต่างด้าวที่ต้องเข้าศูนย์โอเอสเอสตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 16 มกราคม 2561 จำนวน 1,320,035 คน ในจำนวนนี้ดำเนินการเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มีนาคม จำนวน 840,736 คน และต่อมามติ ครม.ได้มีการขยายเวลาให้เจ้าหน้าที่ในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน โดยการดำเนินการศูนย์โอเอสเอส ในระยะที่ 2 เป้าหมายทั้งสิ้น 348,022 คน สรุปมียอดแรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบถูกต้องตามกฎหมายจำนวนทั้งสิ้น 1,187,803 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ในจำนวนนี้เป็นกัมพูชา 350,840 คน ลาว 59,746 คน พม่า 777,217 คน ซึ่งตัวเลขทั้งหมดนี้จะมีการจัดทำเป็นฐานข้อมูลใหญ่สำหรับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ร่วมกัน”

Advertisement

พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว และว่า จากผลการดำเนินการนี้ ทำให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ที่เดิมทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตและได้รับการผ่อนผันมาตั้งแต่ปี 2558 ได้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องแล้ว ในส่วนที่ไม่ได้เข้าระบบก็จะเปลี่ยนสถานภาพการทำงานในรูปแบบอื่น เช่น ระบบเอ็มโอยู ระบบหนังสือข้ามแดน และการจ้างงานตามฤดูกาล เป็นต้น

พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป กรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน จะบูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำหนดแผนการตรวจสอบ ปราบปราม จับกุม และดำเนินคดีแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายโดยเคร่งครัดต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะดำเนินการกวาดล้างแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา ได้ทำการประชาสัมพันธ์และให้เวลาพอสมควรแล้ว

 

“สำหรับขั้นตอนนั้น แรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก จะไม่มีสิทธิ์อยู่ในประเทศไทยต่อไปได้ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่จัดหางานจังหวัด ตำรวจ และฝ่ายปกครองจะมีการสุ่มตรวจจากข้อมูลการร้องเรียน และด้านการข่าว ซึ่งจะเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย หากพบกระทำผิด ทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าวจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย คือ หากคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับ 5,000 – 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้ว คนต่างด้าวจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และห้ามขออนุญาตทำงานภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับโทษ ส่วนนายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวและว่า ขณะนี้มีแรงงานต่างชาติอยู่ในประเทศไทยและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 3.2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า เรื่องแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไม่มีทางหมดไปจากประเทศไทย เพราะมีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยืนยันว่าปัญหานี้จะลดน้อยลง

ด้าน พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผู้แทนผู้กำกับการกองแผนงานกิจการพิเศษ ตร.กล่าวถึงแผนการกวดขันแรงงานต่างด้าวว่า ในช่วงวันที่ 1-15 กรกฎาคมนี้ ชุดปฎิบัติการซึ่งทั้งสิ้น 113 ทีม จะลงพื้นที่สุ่มตรวจแรงงานต่างด้าว หากพบว่าผิดกฎหมายจะส่งกลับประเทศต้นทางทันที จากนั้นจะกวดขันต่อเนื่องไปอีก 3 เดือน เพื่อประเมินผลการทำงาน ทั้งนี้เบื้องต้น จะตรวจดูเฉพาะใบอนุญาตและหลักฐานการทำงานในประเทศเท่านั้น ยังไม่มีการตรวจไปถึงประเภทงานที่ทำ แต่ถ้าพบว่าคนใดทำงานผิดประเภท แต่มีใบอนุญาตถูกต้อง ตามแผนการทำงานในช่วง 3 เดือนแรก เจ้าหน้าที่จะว่ากล่าวตักเตือนก่อน