บอร์ด สปสช.ไฟเขียว “หลักเกณฑ์บริหารกองทุนบัตรทอง ปี 62”

2.07.18 | 17:55 น.

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม  ที่โรงแรมเซ็นทราบายเซ็นทารา ศูนย์ราชการฯ  นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่ประชุมได้เห็นชอบ “ประกาศหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2562” นำเสนอโดยอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุน สปสช.

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่ ครม.ได้อนุมัติงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562 จำนวน 181,584,093,700 บาท เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 อนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุน ซึ่งมี นางชุมศรี พจนปรีชา เป็นประธาน ได้รับมอบและจัดทำข้อเสนองบประมาณเพื่อดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนี้

1.บริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว จำนวน 166,445.22 ล้านบาท เพื่อดูแลประชากร 48.57ล้านคน หรือเฉลี่ย 3,426.56 บาท/ประชากร โดยเป็นงบประมาณหลังหักเงินเดือนภาครัฐ จำนวน119,130.26 ล้านบาท

2.บริการบริการสาธารณสุขผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 3,046.31 ล้านบาท

3.บริการสาธารณสุขผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 8,281.79 ล้านบาท

Advertisement

4.บริการสาธาณสุขเพื่อควบคุม ป้องกันความรุนแรงของโรคเรื้อรัง จำนวน 1,135.02 ล้านบาท

5.ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัยและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,490.28 ล้านบาท

6.ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 916.80 ล้านบาท

และ 7.ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับการบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว จำนวน 268.64 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการผู้ป่วยนอกทั้งในและนอกเขตกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมจำนวน 652,173 ครั้ง

ทั้งนี้การจัดทำหลักเกณฑ์ดำเนินงานกองทุนปี 2562 ดำเนินตามกรอบและแนวคิด ทั้งจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560, ร่างยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12, แผนปฏิรูปแห่งชาติด้านสาธารณสุข, นโยบายรัฐบาล, นโยบายความมั่นคง, ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณของประเทศปี 2562, แผนแม่บทบูรณาการพัฒนาระบบประกันสุขภาพพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545, ผลรับฟังความคิดเห็นฯ ตามมาตรา 18 (13) ปี 2560, ประกาศกระทรวงสาธารณสุขตามคำสั่ง คสช.ที่ 37/2559 ม.44, มติ ครม.ที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจสอบของหน่วยตรวจสอบต่างๆ, นโยบาย รมว.สาธารณสุขและบอร์ด สปสช., แนวคิดพื้นฐานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2560-2564

สำหรับในปี 2562 ได้ปรับปรุงการดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนฯ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ บริการตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเป้าหมายคัดกรองแต่ละพื้นที่ให้ผ่านความเห็นชอบ อปสข. การบริการตรวจยืนยันมะเร็งลำไส้ใหญ่ปรับให้เบิกจ่ายตามผลงานจริง (Fee schedule), การปรับแนวทางการจ่ายผู้ป่วยในเพื่อให้หน่วยบริการมีความมั่นใจในการบริการเพิ่มขึ้น ได้แก่ การกันวงเงินระดับประเทศจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อปรับเกลี่ยค่าน้ำหนักสัมพันธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (AdjRW) และการกำหนดอัตราจ่ายคงตลอดทั้งปีจำนวน 8,050 บาทต่อ AdjRW เป็นต้น

การปรับปรุงบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์วัคซีนรวมป้องกัน 5 โรค ประกอบด้วยคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และไวรัสตับอักเสบบี, เพิ่มการจ่ายค่าบริกาตามผลงานจริงในรายการที่ต้องการเพิ่มการเข้าถึงบริการ และการปรับประสิทธิภาพบริหารจัดการงบกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ที่จะมีการปรับปรุงประกาศฉบับใหม่ เป็นต้น ขณะที่ในส่วนบริการเฉพาะได้เพิ่มวัคซีนพิษสุนัขบ้าในกลุ่มยาจำเป็น โดยย้ายงบจากค่าบริการผู้ป่วยนอกจำนวน 10.67 ต่อผู้มีสิทธิเพื่อดำเนินการจัดซื้อ, เพิ่มรายการยาตามบัญชียา จ.(2) จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ยาราลเท็คกราเวียร์ (Raltegravirเพื่อขยายการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก และ ยาบีวาซิซูแมบ (Bevacizumab)เพื่อรักษาโรคหลอดเลือดตาในจอตาอุดตัน และเพิ่มรายการถุงอุจจาระโคลอสโตมี่ (Colostomy Bag) เป็นอุปกรณ์และอวัยวะเทียมเพื่อเบิกจ่ายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงให้กับผู้ป่วย

นอกจากนี้ปี 2562 ยังได้มีการพัฒนาเพื่อดูแลผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้นำร่องโครงการความร่วมมือการจัดบริการล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ การดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันสูง โดยปรับปรุงบริการเน้นการควบคุมป้องกันภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ ขณะเดียวกันยังได้ปรับสัดส่วนการจ่ายชดเชยบริการปฐมภูมิเพื่อสนับสนุนคลินิกหมอครอบครัว (Primary Care Cluster: PCC) เพื่อสนองต่อนโยบายรัฐบาล