เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นพ.ธรนินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงการร่วมทีมดูแลสุขภาพจิตใจของนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี่ 12 คน พร้อมผู้ฝึกสอนอีก 1 คน ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ว่าเบื้องต้นต้องให้ทีมแพทย์ที่ดูแลทางร่างกายดูแลจนพ้นวิกฤตทางกายไปก่อน ทีมสุขภาพจิตชุดใหญ่จึงเข้าไปดูแลต่อ แต่ระหว่างดูแลทางด้านร่างกายจะมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจาก รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ให้การดูแลไปพร้อมกันด้วย โดยประเมินเรื่องสภาวะจิตใจ ความเครียดความกังวลต่างๆ มากน้อยแค่ไหน และวางแผนให้การดูแลเยียวยาจิตใจตามปัญหาที่พบ ระยะถัดมาอาจจะประมาณ 1 เดือน หรือ 3 เดือน จะมีการประเมินซ้ำอย่างละเอียดและทำให้เด็กรู้ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไรในอนาคตอันใกล้ที่จะเจอ
นพ.ธรนินทร์กล่าวว่า ในแต่ละวิกฤตจะมีความแตกต่างกัน และมีผลต่อสภาพจิตใจที่แตกต่างกัน เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ถูกข่มขืน การฟื้นตัวจะแตกต่างกัน กรณีการติดอยู่ในถ้ำนั้นเรายังไม่เคยเจอ คิดว่าอาจจะเหมือนกับการติดในตึกถล่ม กลุ่มวิชาการที่หารือกันก็ต้องมีการทบทวนองค์ความรู้ว่าควรจะเป็นอย่างไร แบบไหน เราต้องเรียนรู้ไปด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาภายในถ้ำเราไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง ทั้งนี้ เฉพาะความมืด ความกลัว ความกังวลอาจจะยังไม่มากนักสำหรับเด็กที่เคยเข้าไปในถ้ำนั้นมาหลายครั้งแล้ว และดูจากสภาพของเด็กๆ แล้วจากภาพที่ปรากฏออกมาก็ไม่ได้พบความรุนแรง สภาพร่างกายดี มองในเชิงบวกอาจจะไม่มีบาดแผลทางจิตใจมาก เมื่อได้รับการดูแลเยียวยาจากทีมสุขภาพจิตในระยะหนึ่งอาจจะกลับมาเป็นปกติได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เด็กยังอยู่ในถ้ำ ยังไม่ได้ติดตามข่าวสารมากนัก แต่เมื่อออกมาจะพบอีกโลกหนึ่งที่โฟกัสไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ นพ.ธรนินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถกกันในทีมสุขภาพจิตว่าตอนนี้เขากลายเป็นคนของประเทศแล้ว ซึ่งการดำรงชีวิตอาจจะไม่ง่ายเพราะอาจจะต้องถูกจับตามองตลอดเวลา หากปรับตัวไม่ได้จะเกิดปัญหากับเขาได้ สิ่งที่เราต้องเฝ้าระวังคือภาวะเครียดรุนแรงหลังประสบภาวะวิกฤตในชีวิต ซึ่งเป็นความผิดปกติหนึ่ง คือนอกจากการเผชิญภาวะวิกฤตในถ้ำแล้วออกมาข้างนอกเจอชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งสื่อสนใจ คนสนใจ ครอบครัว พ่อแม่เองก็มีการเปลี่ยนไป บางคนอาจจะสอบถามเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น บางครอบครัวจะปกป้องมากขึ้น จะไปไหนก็ลำบากมากขึ้น ทางทีมสุขภาพจิตจะต้องมาสร้างความเข้าใจเชิงบวกกับครอบครัวมากขึ้น เช่นเดียวกันจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่สื่อให้ความสนใจมากขึ้นด้วย
“เราห่วงที่สื่อสอบถามเหตุการณ์ในถ้ำบ่อยๆ เดาว่าไม่ต่ำกว่า 10-20 ครั้ง หรือในชีวิตของเขาอาจจะต้องถูกทวนเรื่องนี้ซ้ำๆ ถ้าเด็กมองว่าการไปติดในถ้ำคือความกล้าหาญ คือเรื่องการผจญภัยก็คงไม่เป็นอะไร แต่หากมองว่ามันคือเรื่องทุกข์ทรมานมันจะเกิดผลในแง่ลบต่อจิตใจ ประเด็นต่อมาคือการที่ชีวิตเปลี่ยนหากปรับตัวไม่ได้ จากการถูกจับจ้องตลอดจะทำให้เครียดมากทั้งในระยะสั้น ระยะยาว ดังนั้นจะต้องเตรียมให้น้องๆ พูดคุยในเชิงบวก และเป็นประโยชน์กับสุขภาพจิตให้มาก เพราะการถามซ้ำๆ ในภาษาสุขภาพจิตจะเรียกว่าเป็นการบาดเจ็บทางจิตใจซ้ำๆ หวนนึกถึงเหตุการณ์ซ้ำ เรื่องนี้เราคาดการณ์เอาไว้แล้วและจะต้องคุยกับเด็กก่อน เพราะสภาพจิตใจ ความเข้มแข็งของแต่ละคนแตกต่างกัน เรื่องนี้ไม่ควรเร่งรัด ต้องรอให้พร้อมก่อน” ผู้อำนวยการ รพ.กล่าว

