เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 4 ก.ค.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายวันชัย บุนนาค ทนายความอิสระ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอให้ดำเนินคดี กับธนาคารกรุงเทพจำกัดมหาชน และอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ทั้ง 5 คน ประกอบด้วยนายวิโรจน์ นวลแข, ร้อยโทสุชาติ เชาว์วิศิษฐ, นายมัชฌิมา กุญชร ณอยุธยา, นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ และนายอุตตมะ สาวนายน ในความผิดฐานฟอกเงิน โดยมีพ.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเรื่อง
นายวันชัย ระบุว่า จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ที่ได้พิพากษาลงวันที่ 26 ส.ค. 2558 ว่าคดีการปล่อยกู้ ของธนาคารกรุงไทยฯ ให้เครือกฤษดามหานคร เพื่อนำไปชำระคืนเจ้าหนี้เดิม คือ ธนาคารกรุงเทพจำกัด มหาชน เป็นการกระทำความผิดและคดีถึงที่สุดแล้ว และได้พิพากษาแล้วว่าการนำเงินกู้ที่ได้ไปใช้ผิดประเภท ในคดีดังกล่าวเป็นคดีมูลฐาน เข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญาฐานฟอกเงิน และไม่มีกฎหมายใดยกเว้นไว้ว่า บุคคลใดที่เข้าข่ายการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้น หากถูกดำเนินคดีอาญาแล้ว จะได้รับการยกเว้นโทษในคดีความผิดฐานฟอกเงินด้วย
นายวันชัย กล่าวอีกว่า ธนาคารกรุงเทพ ได้ออกหนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นที่มาของการลดหนี้ และนำเงินไปใช้ผิดประเภท เข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินกว่า 3,300 ล้านบาท กระจายไปยังบุคคล ต่างๆ มากกว่า 100 ราย
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือ ปปง. เลือกดำเนินคดีร้องทุกข์ กับบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดเพียงบางรายเท่านั้น โดยไม่ดำเนินคดีกับธนาคารกรุงเทพฯ และอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของการฟอกเงิน
นายวันชัย กล่าวด้วยว่าคดีฟอกเงิน เดินทางมายื่นหนังสือพร้อมพยานหลักฐาน ให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้วกว่า 10 ครั้ง แต่ยังไม่พบ ว่าดีเอสไอจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้อง มาดำเนินการตรวจสอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งในประเด็นดังกล่าว อาจทำให้สังคมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ ดำเนินคดีกับบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น

