จากกรณีคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีมติชะลอการผลิตและรับซื้อนมผสมฟลูออไรด์ เพื่อส่งให้เด็กในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน หลังพบว่ามีนมผสมฟลูออไรด์ส่งออกนอกพื้นที่ ทำให้นักเรียนดื่มแล้วมีปัญหาฟันตกกระจากการรับฟลูออไรด์เกินนั้น
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม รศ.ทพ.พรชัย จันศิษย์ยานนท์ ประธานราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การให้นมฟลูออไรด์ของไทยดำเนินการในเด็กอายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นมาตรการที่มีความปลอดภัยสูง แต่ประเด็นที่ต้องดูแลอย่างเข้มงวดคือ การบริหารจัดการต้องมีคุณภาพเพื่อให้เด็กได้รับนมอย่างเหมาะสม การเติมฟลูออไรด์ในนมเป็นมาตรการทางชุมชนที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเพื่อป้องกันฟันผุในเด็ก โดยกำหนดเกณฑ์ข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน สำหรับประเทศไทยได้มีข้อสรุปทางวิชาการของวิชาชีพในปี 2560 ว่า ให้พิจารณาตามความชุกของโรคฟันผุ ระดับฟลูออไรด์ในน้ำดื่ม พร้อมให้มีการเฝ้าระวังการได้รับฟลูออไรด์ของเด็ก ที่สำคัญต้องมีระบบการจัดส่งที่มีคุณภาพ
รศ.ทพ.พรชัย กล่าวอีกว่า นมฟลูออไรด์เป็นเพียงการเติมฟลูออไรด์เข้าไปในนมสด มีสี กลิ่น และรสชาติ เหมือนนมทั่วไป วิธีนี้จะทำให้เด็กได้รับฟลูออไรด์เสริมอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกัน และคุ้มทุน การใส่ฟลูออไรด์ในนมในปริมาณที่เหมาะสม คือ 0.5 มิลลิกรัม (มก.) ต่อ 1 ถุง สามารถลดโรคฟันผุได้ร้อยละ 33-77 นอกจากนี้ ยังพบว่าหลังการดื่มนมฟลูออไรด์จะพบปริมาณฟลูออไรด์คงอยู่ในช่องปากตลอดเวลาร้อยละ 55-60 และพบด้วยว่ามีฟลูออไรด์สะสมในแผ่นคราบจุลินทรีย์สูงขึ้น หลังได้รับนมนานถึง 8 สัปดาห์
รศ.ทพ.พรชัย กล่าวต่อไปว่า ทันตแพทย์เห็นว่าโรคฟันผุเป็นปัญหาสำคัญในเด็กไทย ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะช่องปากเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการเจริญเติบโตของเด็กด้วย การป้องกันจึงเป็นวิธีที่คุ้มค่าทั้งในแง่สุขภาพและเศรษฐกิจ แต่การป้องกันโดยให้ผู้ปกครองดูแลเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ รัฐจึงควรเลือกมาตรการทางชุมชนที่เหมาะสมควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้การบริหารจัดการนมฟลูออไรด์ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้มีนมฟลูออไรด์หลุดออกนอกพื้นที่

