ศุลกากรจ่อตรวจเข้มนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ เสวนาชี้คำสั่งคสช.ทำโรงงานขยะพิษผุด

4.07.18 | 17:26 น.

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา “ไทยแลนด์ แดนถังขยะโลก” นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของกรมศุลกากรในการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผ่านมาเป็นไปตามขั้นตอนตามอนุสัญญาบาเซลที่ควบคุมการนำเข้าสินค้าอันตรายโดยที่ไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชนและเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา แต่เนื่องจากขยะที่นำเข้ามาไม่ได้เป็นขยะเสมอไป และมีการนำไปจัดการต่อ ซึ่งศุลกากรมีอำนาจอนุญาตนำเข้าของเสียและขยะอันตรายให้เคลื่อนย้ายอย่างถูกต้องตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2535 โดยผู้ที่นำเข้าจะต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ถูกต้อง โดยแสดงเอกสารแหล่งกำเนิดของเสียอันตราย และรายละเอียดโรงงานที่จะเป็นผู้รีไซเคิลว่ามีขีดความสามารถทำลายขยะและของเสียได้มากพอและถูกต้อง รวมถึงใบขนส่งสินค้า โดยหลังจากนี้จะสั่งเฝ้าระวังทุกท่าเรือของกรมศุลฯ และกักกันสินค้าที่เข้าข่ายต้องสงสัย

“เมื่อปี 2560 จีนได้ประกาศห้ามนำเข้าขยะอันตราย 24 ประเภท จากเดิม 69 ประเภท เช่น ขยะโรงเรือนและพลาสติกครัวเรือน โดยเตรียมประกาศห้ามนำเข้าเพิ่มอีก 32 ประเภท ในวันที่ 31 ธ.ค. 2562 ซึ่งอาจกระทบไทยที่อาจกลายเป็นแหล่งนำเข้าขยะอันตรายแทน เนื่องจากฮ่องกงและออสเตรเลียไม่สามารถกำจัดขยะดังกล่าวเองได้ จึงส่งขยะอันตรายมากกว่าร้อยละ 90 มากำจัดที่จีน รวมถึงสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และสหภาพยุโรป ทำให้ประเทศดังกล่าวจำเป็นต้องมองหาแหล่งกำจัดขยะอันตรายมาแทนประเทศจีน โดยมุ่งเน้นไปที่ประเทศที่มีจุดอ่อนหรือช่องโหว่ด้านกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 พ.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการนำเข้าขยะอันตรายถึง 8,634 ตัน กรมศุลฯเตรียมจะตรวจสอบการนำเข้าสินค้าประเภทขยะอันตรายให้เข้มงวดมากขึ้น และเตรียมประสานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อทำงานบูรณาการร่วมกัน นอกจากการกักกันสินค้าที่เป็นปัญหาแล้ว อาจประสานกับประเทศต้นทางเพื่อส่งกลับ เนื่องจากถ้ามีการฟ้องร้องสินค้าจะกลายเป็นของกลางและไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ จนกว่าคดีจะถึงที่สิ้นสุด และหากสินค้าอยู่ที่ท่าเรือนานเกินไปอาจส่งผลเสียได้ เช่น ฝนตกหรืออากาศร้อนจัด อาจส่งผลให้สินค้ามีสภาพที่เปลี่ยนไปและก่อให้เกิดอันตราย นอกจากนี้หากพบสินค้าจากโรงงานที่อยู่ในบัญชีดำของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทางกรมจะต้องแจ้งมาที่กรมศุลฯเพื่อตีกลับสินค้าที่มาจากโรงงานดังกล่าว” นายกุลิศกล่าว

ด้าน นายสนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ไทยยังมีจุดอ่อนในการนำเข้าสินค้าที่เป็นขยะอันตราย โดยเฉพาะโรงงานประเภท 105 ที่ใช้คัดแยกและฝังกลบ และโรงงานประเภท 106 ที่ใช้สำหรับรีไซเคิล เนื่องจากมีประกาศคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 4/2559 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 20 ม.ค. 2560 ที่อนุญาตให้สร้างโรงงานที่ใดก็ได้โดยไม่ต้องผ่านผังเมือง นอกจากนี้โรงงานดังกล่าวยังไม่ต้องทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ทำให้ต้องทำงานอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรงงานภายในประเทศไทยที่รับขยะอันตรายจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก

“มีข้อเสนอว่าหากรัฐบาลต้องการป้องกันและควบคุมการนำเข้าขยะอันตราย จะต้องมีนโยบายการจัดการที่ชัดเจน โดยเริ่มจากการยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับดังกล่าว รวมถึง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ และบังคับให้ทุกโรงงานทำ EIA และ EHIA เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและรับรู้การดำเนินการของโรงงาน รวมถึงเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ง่ายขึ้น เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และออกกฎหมายร่าง พ.ร.บ.ซากผลิตภัณฑ์มาควบคุมอีกที เนื่องจากขยะอันตรายที่เป็นผลผลิตภายในประเทศมีจำนวนมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องนำเข้ามาเพิ่มอีก” นายสนธิกล่าว

นายจร เนาวโอภาส ชาวบ้านจาก อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ตนและชาวบ้านคนอื่นได้รับผลกระทบมายาวนานกว่า 10 ปี เนื่องจากมีการก่อสร้างโรงงานใกล้กับพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก จึงเสนอให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งโรงงานมากขึ้น ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูแลและควบคุมโรงงานในแต่ละพื้นที่ และสุดท้ายต้องการให้ผู้ประกอบการทำรายงานการทำงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะการบำบัดและฝังกลบ เพื่อป้องกันมลพิษที่อาจเกิดขึ้นจากโรงงานและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

Advertisement