มอง ‘หลักประกันสุขภาพ’ ดีขึ้นต่อเนื่อง ขัดแย้งลดลง บริการมีคุณภาพ

6.07.18 | 08:00 น.

หมายเหตุ – นพ.ชูวิทย์ ลิขิตยิ่งวรา ประธานคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขต (อปสข.) เขต 4 สระบุรี และอดีตหัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึง หลักประกันสุขภาพแห่งชาติŽ ในภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์สงบ ความขัดแย้งลดลง ประชาชนเข้าถึงบริการมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยใดนั้น นับจากบรรทัดนี้มีคำตอบ

นพ.ชูวิทย์อธิบายว่า ระบบสุขภาพของไทยได้ใช้เป้าหมาย Health for all ปี 2543Ž ขององค์การอนามัยโลกดำเนินระบบสุขภาพประเทศมาตั้งแต่ปี 2522 ผลดำเนินการถึงปี 2543 รวม 21 ปีแล้วก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนหนึ่งอาจมาจากคำแปลภาษาไทย สุขภาพดีถ้วนหน้า 2543Ž ที่ไม่ตรงความหมายแท้จริง และไม่ตรงกับความเป็นจริงของธรรมชาติ เพราะการทำให้ทุกคนสุขภาพดีตลอดเวลา ทุกช่วง ทุกวัย เป็นไปไม่ได้ ขัดกับความจริงของธรรมชาติที่มนุษย์ต้องมี การเกิด แก่ เจ็บ และตาย เป็นปกติวิสัย ความหมายถูกต้องควรจะเป็น บริการสุขภาพดีถ้วนหน้า 2543Ž

นพ.ชูวิทย์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ปี 2543 ไทยยังไม่มี บริการสุขภาพดีถ้วนหน้าŽ กระทั่งปี 2545 จึงเกิด บริการสุขภาพดีถ้วนหน้าŽ ขึ้น เมื่อมี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ก่อนหน้านี้มีเพียงหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเฉพาะข้าราชการและครอบครัวราว 5 ล้านคน กับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมราว 15 ล้านคน ส่วนประชาชนกว่า 45 ล้านคนเพิ่งได้สิทธิตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แม้ว่างบประมาณได้เพิ่มเติมสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท/ปี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศแล้ว พบว่าสัดส่วนงบประมาณสุขภาพต่องบประมาณทั้งหมดของประเทศ รวมกับงบที่ได้รับอุดหนุนเพิ่มแล้ว ไทยยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าหลายประเทศมาก


“ก่อนมีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประชาชนต้องใช้เงินส่วนตัวจ่ายค่ารักษาเองส่วนใหญ่ หลายครอบครัวหมดเนื้อหมดตัว ขายที่ขายนานำเงินมาจ่ายเป็นค่าดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว ทั้งนี้หลังปี 2545 หลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ และยังต้องพัฒนาต่อไปไม่สิ้นสุด รองรับความเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม งบประมาณ และตัวบุคคล”Ž นพ.ชูวิทย์ กล่าวและว่า ทั้งนี้หลักการบริการสุขภาพดีถ้วนหน้ามี 2 ส่วนสำคัญ คือ ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วถึง ทัดเทียม ครอบคลุมชุดสิทธิประโยชน์และบริการสุขภาพมีคุณภาพ ได้มาตรฐานและปลอดภัย จำเป็นที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประชาชนต้องร่วมกันดูแลหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ บริการสุขภาพดีถ้วนหน้าŽ คงอยู่อย่างมีคุณภาพที่ดีขึ้นและเหมาะสมยิ่งขึ้นต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด

นพ.ชูวิทย์ กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลังเกิดปัญหาความไม่เข้าใจที่รุนแรงเมื่อ 4-5 ปีระหว่างผู้บริหารฝั่งผู้ให้บริการ มี สธ.เป็นผู้รับผิดชอบหลัก กับผู้จัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่จากที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี ได้รับบริการสุขภาพทั่วถึง มีคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัย และการพูดคุยกันมากขึ้นระหว่าง 2 ฝ่าย ผ่านกลไกคณะทำงานร่วมทั้งในระดับประเทศ 7X7 และระดับเขต 5X5 การออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่แก้ปัญหากฎระเบียบไม่สอดคล้อง ประกอบกับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมเป็นครั้งคราวจากรัฐบาล ทำให้สถานการณ์ภาพรวมราบรื่นขึ้น ขณะที่ประชาชนมีความเข้าใจต่อหลักประกันสุขภาพดีขึ้น รับรู้ภาระหนักของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและงบประมาณที่ขาดแคลน

Advertisement

นพ.ชูวิทย์ กล่าวว่า ด้านระบบบริการได้มีการขยายบริการปฐมภูมิเพิ่มขึ้นเพื่อลดความแออัดผู้ป่วยใน รพ.ใหญ่ โดย สธ.จับมือ ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวŽ อบรมหลักสูตรแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวระยะสั้น รุ่นละประมาณ 100 คน เพื่อให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวปฏิบัติงานที่หน่วยบริการปฐมภูมิเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าหมายครอบคลุมหน่วยบริการปฐมภูมิ 6,000 แห่ง ในเวลา 10 ปี ขณะนี้อบรมถึงรุ่นที่ 9 แล้ว แต่ปัญหาหลักของระบบขณะนี้คือ กำลังคนและกำลังเงินมีน้อย ขณะที่ชุดสิทธิประโยชน์เองจำต้องปรับเพิ่มคุณภาพ แต่จะใช้วิธีใดจัดสิทธิประโยชน์ที่สนองความต้องการ สอดคล้องกับกำลังคนและงบประมาณอย่างสมดุลได้ ทำให้ระบบพัฒนาไปอย่างเหมาะสม เป็นโจทย์ที่ต้องช่วยกันคิดŽ ประธาน อปสข.เขต 4 กล่าว และว่า ภาพรวมหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเวลานี้เดินไปอย่างต่อเนื่อง สงบเรียบร้อยกว่าแต่ก่อน การเข้าถึงบริการของประชาชนและการให้บริการมีคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่ทุกภาคส่วนยังต้องประคองให้การทำงานทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นปกติวิสัยของธรรมชาติ

นพ.ชูวิทย์กล่าวว่า ด้วยกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นพลังด้านกำลังเงินที่สามารถเข้าถึงหน่วยงานด้านสุขภาพทุกหน่วย ทำให้สามารถบูรณาการทุกภาคส่วนให้มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้ โดยมี สปสช.เป็นหน่วยปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้กองทุนดำเนินไปตามเจตนารมณ์และวิธีการที่บัญญัติในกฎหมาย สปสช.ปฏิบัติงานคล้ายกับหน่วยงานภาคเอกชน และจากการที่ได้ทำงานร่วมกับ สปสช.ในฐานะประธาน อปสข.ต่อเนื่อง 2 วาระ (8 ปี) มองว่า สปสช.ทำงานขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน รวมทั้งมีความอดทนต่อการถูกว่ากล่าวหรือถูกให้ร้ายจากบุคคลภายนอกได้ดีพอควร

นพ.ชูวิทย์ ขยายความว่า การจัดทำระบบข้อมูลของ สปสช.ค่อนข้างดี ใช้ประกอบการตัดสินใจ ประเมินสถานการณ์และหาแนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาพในพื้นที่ได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ สปสช.ทำหน้าที่ประสานงานได้คล่องตัวพอควร เวลาเกิดปัญหากระทบกระทั่งกัน ฝ่าย สปสช.จะค่อนข้างไปในทางไม่ก้าวร้าว ประนีประนอม ผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่แสดงอำนาจของคนที่ถือเงินอยู่ในมือ โดยรวมการทำงาน สปสช.ยุคปัจจุบันเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี การขึ้นป้ายเป็นเจ้าของผลงานน้อยลง เพราะงานทุกอย่างต้อง บูรณาการทำไปด้วยกัน การชิงออกข่าวทำนองว่าเป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าของงานลดลง ทำให้ภาคส่วนต่างๆ ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นขึ้นมาก

ส่วนความโปร่งใสการบริหารของ สปสช. นพ.ชูวิทย์กล่าวว่า ระบบเบิกจ่ายเงินของ สปสช.รัดกุมพอควร แบ่งงบประมาณเป็น 2 ส่วน คือ งบบริหารภายในหน่วยงาน สปสช.และงบกองทุนหลักประกันสุขภาพที่ สปสช.ไม่สามารถใช้เงินนี้ได้แม้แต่บาทเดียว รวมถึงไม่สามารถยักย้ายถ่ายเทเงินกองทุนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ ทั้งการเบิกจ่ายยังต้องเป็นไปตามมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) จัดสรรไปตามเกณฑ์ที่บอร์ดมีมติออกมา และส่งเงินไปยังหน่วยบริการคู่สัญญาด้วยวิธีการแจ้งตัวเลขไปที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้โอนเงินไปยังหน่วยบริการโดยตรง ไม่ต้องผ่าน สปสช. ซึ่งการดำเนินการที่อาจไม่สอดคล้องกับระเบียบราชการน่าจะอยู่ที่ต้นทาง คือมติบอร์ด สปสช.ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ชอบด้วยระเบียบหรือไม่ ทั้งกรอบระเบียบใช้จ่ายเงินของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังกว้างกว่าการใช้จ่ายเงินตามระเบียบราชการ หากใช้กรอบระเบียบราชการเป็นเครื่องวัดผิดถูกแล้ว จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันได้ง่าย

นอกจากนี้ นพ.ชูวิทย์กล่าวว่า การใช้เงินกองทุนของหน่วยบริการยังต้องดำเนินการให้เข้ารับระเบียบตนเองและที่บอร์ด สปสช.กำหนด จนเกิดปัญหาอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่ สปสช.เองมีระบบเฝ้าระวังคอยตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของหน่วยบริการ หากมีเรื่องร้องเรียนและสอบสวนพบว่า หน่วยบริการใดดำเนินการผิดปกติ จะนำเรื่องเสนอต่อบอร์ด สปสช.พิจารณา หรือใช้แนวทางที่เคยมีมติไปแล้วดำเนินการ ทั้งการลงโทษว่ากล่าวตักเตือน หรือยกเลิกสัญญาซึ่งเคยทำมาแล้วกับคู่สัญญาที่เป็นเอกชน ส่วนงบประมาณบริหารในหน่วยงาน สปสช. มีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นเดิน (สตง.) ตรวจสอบกำกับดูแล โดย สตง.ไปตั้งหน่วยตรวจสอบย่อยอยู่ภายในสำนักงาน สปสช.ด้วย

“ในยุคปัจจุบันที่เป็นสังคมโซเชียลมีเดีย ทุกคนสามารถตรวจสอบและเสนอสิ่งที่ตรวจพบให้สังคมได้รับทราบ นับเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้หน่วยงานต่างๆ ต้องระมัดระวังทำงานให้ถูกต้อง แต่การเสนอข้อมูลที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายควรเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน จึงจะเกิดประโยชน์ที่นำไปสู่การปรับปรุงและนำคนทำผิดมาลงโทษเพื่อเป็นตัวอย่าง แต่หากใช้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด หน่วยงานเสียหาย และเกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีพิสูจน์ความจริงกันที่ศาลก็มีตัวอย่างให้เห็นบ่อยๆ”Ž นพ.ชูวิทย์ กล่าว

ส่วนความเห็นต่อการปรับปรุงการทำงานของ สปสช.นั้น นพ.ชูวิทย์กล่าวว่า สปสช.เน้นเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านระบบข้อมูล เพิ่มทักษะสื่อสารประสานงานกับทุกภาคส่วน ลดประชาสัมพันธ์ผลงานที่ทุกภาคส่วนร่วมทำให้ดูเป็นผลงานตนเอง ปรับแนวคิดและวิธีการเหมาะสมกับสถานการณ์ เน้นการทำงานร่วมกัน ไม่ยึดติดความคิดตนเองที่ทำให้ขัดแย้ง ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการทำงานและประมวลข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น และใช้จ่ายเงินบริหาร สปสช.ที่เป็นเงินราชการตามระเบียบ

แต่เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติที่อยู่ระหว่างผลักดัน จะส่งผลต่อ สปสช.อย่างไร นพ.ชูวิทย์กล่าวว่า จะมีผลกระทบต่อทุกบอร์ดและทุกหน่วยงานด้านสุขภาพ รวมถึง สปสช. เพราะเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจสูงสุดด้านสุขภาพของประเทศ หากมีมติอะไรออกไป ทุกภาคส่วนด้านสุขภาพต้องปฏิบัติตาม ไม่สามารถใช้มติของตนเองเป็นคำตอบสุดท้ายให้มีการปฏิบัติได้เหมือนก่อน แต่ด้วยสถานการณ์ระบบสุขภาพของประเทศที่วุ่นวายและสับสนอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการแยกส่วนมากมาย หากมีองค์กรสูงสุดด้านสุขภาพรวมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน กำหนดนโยบายหลักสู่เป้าหมาย ประชาชนมีบริการสุขภาพดีถ้วนหน้าŽ จะส่งผลให้ระบบสุขภาพประเทศขับเคลื่อนไปได้อย่างสมดุล สอดคล้องสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน ลดข้อขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นระหว่างองค์กรในระบบสุขภาพได้มากขึ้น

นพ.ชูวิทย์ ฝากทิ้งท้ายว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประเทศไทยได้พัฒนาต่อเนื่องมายาวนาน เป็นรูปธรรมชัดเจนตั้งแต่ยุค บัตรสุขภาพครอบครัวŽ จนถึงยุค บัตรทองŽ ในปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคภัยไข้เจ็บและบริบทของการเมืองการปกครองตลอดเวลา ทุกภาคส่วนทั้งผู้บริหารจัดการงบประมาณ ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องทั้งหมด ควรช่วยกันดูแลให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก โดยปฏิบัติหน้าที่ซึ่งตนเองรับผิดชอบให้ดีที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนคนไทยมี บริการสุขภาพดีถ้วนหน้าŽ ทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิดจนสิ้นอายุขัยได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา