เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ทีเคปาร์ค เซ็นทรัลเวิลด์ องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย ร่วมกับ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ เครือข่ายกินเปลี่ยนโลกจัดแถลงข่าวเปิดตัวผลการประเมินนโยบายด้านสังคมของซูเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้แคมเปญรณรงค์ “ซูเปอร์มาร์เก็ตที่รัก”
น.ส.กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก กล่าวว่า แคมเปญ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่รัก เป็นการรวมตัวทำงานของภาคประชานสังคม หวังชักชวนผู้บริโภคส่งเสียงเปลี่ยนแปลงระบบอาหารที่เป็นธรรมร่วมกัน โดยรายงานการศึกษาที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2.2ล้านล้านบาท(2559) ราว 15%ของจีดีพีในประเทศ มีการจ้างงาน 15%ของการจ้างงานในประเทศ หนึ่งในธุรกิจค้าปลีกที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนไทยมากคือซูเปอร์มาร์เก็ต
“งานศึกษาล่าสุดของอ็อกแฟมสากลจะเห็นว่าห่วงโซ่อุปทานอาหารของไทยเป็นคอขวด มีเกษตรกรมากถึง 23 ล้านคน แต่ผู้ผลิตสินค้าการเกษตรรายใหญ่ ผู้ค้า ผู้ผลิตและค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่มีไม่มาก เทียบสินค้าราคา 100 บาท ส่วนแบ่งมูลค่าการตลาดอยู่ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต 30 บาท โรงงานแปรรูป 22.8 บาท พ่อค้าคนกลาง 8.1 บาท เกษตรกร 13.9 บริษัทเมล็ดพันธุ์ 25.1 บาท และพบว่าแรงงานและเกษตรกรรายย่อยกลับกลายเป็นผู้ที่ไม่มั่นคงทางอาหาร คือไม่มีอาหารกินเพียงพอ การศึกษาพบว่าเพียงปรับส่วนแบ่งการค้าเพิ่มขึ้นไม่ถึง 5%จะทำให้คุณภาพชีวิตหรือรายได้เกษตรกรแรงงานเพิ่มสูงขึ้น
“เราอยากทำงานร่วมกับผู้ประกอบการค้าขนาดใหญ่หาทางสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมร่วมกัน เราคิดว่าผู้บริโภคมีอำนาจและพลังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าซูเปอร์มีกระบวนการจัดการที่เป็นธรรมขึ้นเราจะสร้างความเป็นแปลงมหาศาลในสังคม เราไม่ได้หาคนผิด แต่จะหาแนวทางที่จะพัฒนาต่อไปด้วยกันได้”

นายธีรวิทย์ ชัยณรงค์โสภณ เจ้าหน้าที่องค์การอ็อกแฟมประเทศไทย กล่าวว่า การประเมินนโยบายสาธารณะบริษัทค้าปลีกไทยเพื่อความเป็นธรรมและความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหาร มี 4 มิติ 1.ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ 2. แรงงาน 3.ผู้ประกอบการรายย่อย 4.สตรี โดยแต่ละด้านมีตัวชี้วัดที่ละเอียดอิงตามหลักสากลอย่าง FAO ของยูเอ็น โดยประเมินจากข้อมูลนโยบายบริษัทที่เผยแพร่เป็นข้อมูลสาธารณะที่สามารถเข้าถึงได้เท่านั้น
“เราได้ส่งจดหมายแจ้งแต่ละบริษัทว่าจะมีการประเมิน โดยเปิดโอกาสให้บริษัทแสดงความเห็นและชี้แจงเพิ่มเติม โดยมีเวลาประเมิน 4 เดือน ซึ่งเราไม่สามารถประเมินทุกรายได้ แต่คำนึงถึงขนาดและการเป็นที่รู้จักของผู้บริโภค 8 ราย แต่มี 1รายขอสงวนสิทธิการเผยแพร่ข้อมูลจึงเหลือ 7 ราย โดยไม่ได้มีเจตนาเปรียบเทียบว่าใครดีกว่าใคร เป็นการสะสมแต้มมากกว่าว่าจะเดินไปทางไหน ส่วนรายไหนไม่ได้คะแนนไม่ได้เป็นเรื่องแย่ ส่วนคนที่มีแต้มเรามองว่าเอกชนรายนั้นมีความเป็นผู้นำในการเห็นความสำคัญด้านสังคมและเป็นธรรมดาเมื่อการประเมินครั้งแรกไม่ได้มีแต้มสูง แต่อยากให้สะสมแต้มเพิ่มต่อไป”
โดยผลการประเมินมีดังนี้

“ในภาพรวมซูเปอร์มาร์เก็ตไทยยังเปิดเผยนโยบายทางสังคมและข้อมูลเกี่ยวกับความยั่งยืนค่อนข้างน้อย ด้านที่ได้รับความสำคัญมากหน่อยคือมิติด้านเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อย ส่วนด้านสิทธิแรงงานในเส้นทางการผลิตและจำหน่ายอาหาร พบว่ามี 3 รายที่ได้คะแนน คือ CP Fresh Mart 4 คะแนน, Makro 2 คะแนน และ Tesco Lotus 10 คะแนน ที่เทสโก้โลตัสได้คะแนนมากกว่ารายอื่นเพราะพิจารณารวมกับนโยบายทางสังคมของบริษัทแม่ในอังกฤษ คือ Tesco PLC แต่หากพิจารณาเฉพาะข้อมูลที่ปรากฏต่อผู้บริโภคไทยผ่านช่องทางของเทสโก้โลตัสจะได้รับ 1 คะแนนในหมวดแรงงาน และ 2 คะแนนในหมวดผู้ผลิตรายย่อย ส่วนหมวดสตรีสตรีมีเพียง 1 รายที่ได้คะแนน พิจารณาจากโยบายที่ห้างปรับใช้กับซัพพลายเออร์มีหลักการไม่เลือกปฏิบัติเน้นความเท่าเทียม ยอมรับหลักการด้านสตรีที่เป็นหลักการสากลทั่วโลก เป็นส่วนที่น่าจะหยิบยกขึ้นมาเพิ่ม” นายธีรวิทย์กล่าว
น.ส.ทัศนีย์ แน่นอุดร บรรณาธิการนิตยสาร ฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในการประเมินมีซูเปอร์ฯ 3 แห่งไม่ได้คะแนน ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ตระหนักเรื่องเหล่านี้ แต่เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะตามตัวชี้วัด 4 ด้าน
“ในฐานะที่เขาเป็นตัวแทนในการจัดซื้อในฐานะผู้บริโภครายใหญ่ อยากให้ขยับนโยบาย 4 ด้านนี้เพิ่มขึ้น เราหวังเห็นคะแนนมากขึ้นในปีถัดไป และอยากให้ผู้บริโภคใช้ข้อมูลตัดสินใจในการเลือกซื้อมากขึ้น แม้เราได้สินค้าคุณภาพเหมาะกับราคาที่จ่าย แต่อยากให้มองด้วยว่าเบื้องหลังผลิตภัณฑ์นั้นได้เอาเปรียบใครในห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ โดยเราได้เปิดเว็บไซต์ dearsupermarkets.com ในการส่งเสียงถึงผู้ประกอบการ อย่าคิดว่าเราเป็นคนเล็กคนน้อยแล้วทำอะไรไม่ได้ เราสามารถเลือกบริโภคให้สินค้ายกระดับมากขึ้นได้” น.ส.ทัศนีย์กล่าว

