กรณี 13 ชีวิตทีมหมูป่า กับภาวะ ‘รีฟีดดิ้ง ซินโดรม’

8.07.18 | 12:07 น.

กรณีนักฟุตบอลเยาวชน 13 ชีวิต ทีมหมูป่า อะคาเดมี่ ที่ติดอยู่ในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน จนทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างชาติ ต่างร่วมด้วยช่วยกันค้นหาพวกเขากระทั่งพบว่ายังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยในวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถนำทั้ง 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำออกมาสู่โลกภายนอกได้นั้น
ตลอดเวลา 10 วัน ที่ทั้ง 13 ชีวิต ติดอยู่ภายในถ้ำนั้น แม้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่แน่นอนว่าพวกเขาทุกคนอยู่ในภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งล่าสุดได้เกิดคำในกลุ่มโภชนาการ ที่เรียกว่า “รีฟีดดิ้ง ซินโดรม” (Refeeding Syndrome) ขึ้น

ทั้งนี้หลายคนอาจสงสัยว่า รีฟีดดิ้ง ซินโดรม คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า ในการช่วยเหลือเด็กนั้นมีข้อควรระวังในการช่วยเหลือเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำ และขาดสารอาหารมานานกว่า 222 ชั่วโมง ได้รับเพียงน้ำหยดเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้น การช่วยเหลือด้วยการให้น้ำและอาหาร ต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก

“เพราะทั้ง 13 คน มีความเสี่ยงต่อการเกิดรีฟีดดิ้ง ซินโดรม ซึ่งเป็นภาวะที่มีความรุนแรงค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากร่างกายขาดอาหารเป็นเวลานาน หากได้รับอาหารเข้าไปทันที ไม่ว่าจะเป็นจากน้ำเกลือที่มี Dextrose อาหารทางปาก อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง อาหารทางสาย หรืออาหารทางหลอดเลือดดำ แม้เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ในคนที่มีภาวะขาดสารอาหารมาก่อน เมื่อให้อาหารไป ร่างกายจะหลั่งสารอินซูลิน (Insulin) เพิ่มการสร้างไกลโคเจน (Glycogen) โดยมีวิตามินบี 1 เป็นตัวช่วย ร่างกายจะย่อยและดูดซึมอาหาร เพื่อให้มีการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ แต่สภาพร่างกายที่อดอาหารนานๆ จะมีการขาดแร่ธาตุ โพแทสเซียม ฟอสเฟต แมกนีเซียม และแคลเซียม” พญ.นภาพรรณกล่าว

พญ.นภาพรรณ์กล่าวว่า ดังนั้น ระหว่างการนำกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อสร้างเป็นพลังงาน จะมีการนำแร่ธาตุเหล่านี้เข้าไปในเซลล์ด้วยเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ภาวะแร่ธาตุเหล่านี้ในเลือดต่ำ และยังทำให้ระดับวิตามินบี 1 ลดลงอย่างรวดเร็วด้วย จะส่งผลทำให้เกิดภาวะสมดุลเกลือแร่ผิดปกติรุนแรง มีอาการเหนื่อย หอบ หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการเหล่านี้เรียกว่าภาวะรีฟีดดิ้ง ซินโดรม

Advertisement

“ก่อนจะให้อาหาร ควรให้วิตามินบี 1 ประมาณ 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับวิตามินและแร่ธาตุรวม การเริ่มให้อาหารจำเป็นต้องเริ่มอาหารอ่อนในปริมาณน้อยๆ ถ้าสามารถทำได้ควรตรวจระดับโพแทสเซียม ฟอสเฟต แมกนีเซียม และแคลเซียม ในเลือดก่อน และแก้ไขหากมีระดับเกลือแร่ผิดปกติ และติดตามอาการทางคลินิกและการเปลี่ยนแปลงระดับแร่ธาตุเหล่านี้ในเลือดอย่างใกล้ชิด” พญ.นภาพรรณกล่าว

นอกจากนี้ พญ.นภาพรรณให้ข้อมูลว่า สำหรับสถานการณ์ในถ้ำขณะนี้ อาจจะไม่เหมาะสมในการเจาะเลือดหรือให้สารน้ำและวิตามินทางหลอดเลือด ก็คงจำเป็นต้องให้กินอาหารครั้งละน้อย ร่วมกับให้กินวิตามินที่มีส่วนประกอบของวิตามินบี 1 โดยมีหลักการ ดังนี้ 1.ก่อนจะให้อาหาร ควรให้วิตามินบี 1 ในปริมาณ 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน 1-2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ร่วมกับวิตามินแร่ธาตุรวมวันละครั้ง และควรให้ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2 วัน หรืออาจให้ต่อไปจนถึง 10 วัน หรือจนกว่าทั้ง 13 คน จะได้รับพลังงาน วิตามินรวม และแร่ธาตุอื่นๆ อย่างครบถ้วนตามเป้าหมาย 2.เริ่มให้อาหาร พลังงานไม่เกิน 5-10 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมต่อวัน ขึ้นกับ

ภาวะทุพโภชนาการของเด็ก ค่อยๆ เพิ่มปริมาณทีละนิดภายใน 4-7 วัน โดยใน 4 วันแรก ควรให้พลังงานประมาณ 5-10 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมต่อวัน จากนั้นค่อยๆ ปรับเพิ่มพลังงานอย่างช้าๆ เช่น เพิ่มครั้งละ 5-10 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมต่อวัน จนถึงพลังงานเป้าหมายภายในเวลา 4-7 วัน และ 3.ติดตามเป็นระยะทุกวัน โดยเฉพาะในช่วง 4-7 วันแรก ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 สัปดาห์

(ข้อมูลอ้างอิงจาก Refeeding syndrome: what it is, and how to prevent and treat it.BMJ 2008;336: 1495-8)