วิวาทะหาทางออก เลิกประหารคือโลกในอุดมคติ? เราหมดหวังกับการแก้ไขคน?

8.07.18 | 15:20 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 กรกฎาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “ทางออกโทษประหาร กับ ปัญหากระบวนการยุติธรรม” โดยมี รศ.ดร.สุณีย์ กัลป์ยะจิตร นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา, นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ, ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการสันติศึกษา และ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิรสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ ร่วมเสวนา และดำเนินรายการโดย นายปรัชญาชัย ดัชถุยาวัตร อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและปฏิรูปสื่อและโฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย


รศ.ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมอาจแก้ไขได้ที่ต้นทาง ในมุมของอาชญาวิทยา การกระทำผิดเป็นเรื่องของพฤติกรรม โดยต้องมองว่าตัวทฤษฎีได้พูดถึงข้อกฎหมายหรือเปล่า หรือเชิงสังคมหรือเปล่า หรือแม้แต่การขาดสารในสมองบางประเภทที่ทำให้ขาดการควบคุมนิสัยความรู้สึก ซึ่งสาเหตุของการกระทำความผิดไม่ได้บ่งบอกอย่างชัดว่าต้องมาจากเหตุใดเป็นหลัก แต่เน้นสาเหตุจากการบูรณาการเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้กระทำผิดเอง ตอนเด็กมีเหตุปัจจัยอะไรมากระทบไหมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมในการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและจิตใจ ยกตัวอย่างงานวิจัยที่ทำเรื่องความรุนแรงในครอบครัว การถูกรังแกตั้งแต่เด็กในโรงเรียน หรือแม้แต่การไม่ถูกเป็นที่ยอมรับ เมื่อโตขึ้นจึงต้องการเป็นที่ยอมรับ แต่ได้สื่อสารข้อมูลที่ไม่ถูกควร กลายเป็นการเกเรและท้าทาย ถ้าตั้งแต่เด็กจนโตขาดกระบวนการขัดเกลาทางสังคม ก็จะมีผลกระทบ

“ทฤษฎีอาชญาวิทยา มีอยู่ทฤษฎีหนึ่ง คือการคบหาสมาคมที่แตกต่าง เหมือนสุภาษิตคบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ถ้าคบคนที่มีพฤติกรรมไม่ดี ก็ส่งผลให้มีพฤติกรรมที่ไม่ดีเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาก็ขาดคนประคับประคอง เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต ด้วยลักษณะทางสังคม ซึ่งไร้ระเบียบ ก็จะส่งผลให้มีการเบี่ยงออกจากพฤติกรรมปกติ จนทำผิดทำพลาด ”

รศ.ดร.สุณีย์ กล่าวว่า หลักการที่เด็กคนหนึ่งหรือคนหนึ่งจะทำความผิดได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีปัจจัยหลายอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่โดนกระทำหรือไม่ได้รับการขัดเกลาทางสังคมจะเป็นผู้กระทำผิดทั้งหมด บางคนก็กลายเป็นคนดีได้

Advertisement

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ กล่าวว่า ความทุกข์ทรมานของผู้ตาย ไม่มีทฤษฎี แต่เป็นข้อเท็จจริงล้วนๆ การยกเลิกโทษประหารในแง่มุมของทนายความเห็นว่าเป็นโลกในอุดมคติ เกิดขึ้นไม่ได้เลยในประเทศไทย ถ้าตราบใดสังคมไทยยังไม่มีสวัสดิการที่ดีพอ ความยากจนหรือความเลื่อมล้ำยังอยู่ จะทำให้เห็นได้ว่าอาชญากรส่วนใหญ่ เป็นบุคคลที่ยากจน ไม่มีการศึกษา หรือเกเรตั้งแต่เด็ก หรือเป็นอาชญากรโดยอาชีพ เพราะฉะนั้นสังคมในอุดมคติ จึงคิดว่ายากมาก ถ้าจะมีการยกเลิกโทษประหารชีวิตได้ ต้องทำให้สังคมเสมอภาค และกล้ารับประกันเลยว่า ไม่มีทางยกเลิกโทษนี้ได้ด้วย ถ้าสังคมยังเลื่อมล้ำในความยุติธรรม เพราะเดียวนี้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับเงินหรือคนที่มีเส้นสาย ทำให้ไม่ต้องรับโทษ ความเป็นจริงกับทฤษฎีไม่สามารถเดินร่วมกันได้ เพราะคนร้ายไม่มีทฤษฎีเมื่อคิดจะทำ ส่วนทางออกในแง่ของตนนั้นยังหาไม่เจอ

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการสันติศึกษา กล่าวว่า การที่คนหนึ่งจะตัดสินใจจะเป็นอาชญากร มีเหตุปัจจัยจำนวนมาก เวลาคิดถึงเรื่องอาชญากรรม คนชอบคิดว่าคนยิงเป็นคนทำความรุนแรง และอีกฝ่ายเป็นเหยื่อ แต่อยากชวนให้คิดว่า ทุกครั้งที่เห็นการฆาตกรรม มีเหยื่อสองคน คนหนึ่งอยู่ที่ปลายกระบอกปืน และอีกคนอยู่ที่ไกปืน ทั้งหมดกลายเป็นเหยื่อของปัจจัยที่มากมาย เพราะฉะนั้นการกำจัดคนไปคนหนึ่ง ไม่ได้แก้ปัญหา ถ้าเหตุปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกแก้ไข เราจึงเชื่อว่าบุคคลที่กระทำผิดอาจจะกลับตัวแก้ไขได้ ทำให้ในหลายประเทศยกเลิกโทษประหาร เพราะการมีโทษประหาร บ่งบอกว่า เป็นการหมดหวังกับบุคคลนั้นแล้ว ทราบว่าการแก้ไขต้องลงทุน ซึ่งถ้าถามว่าเกี่ยวข้องกับสันติภาพความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไหม มันโฟกัสแค่ความสำคัญ ไม่ใช่ที่เป้าหมาย จึงต้องซ่อมแซมความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำผิด และเหยื่อ ซึ่งจะส่งผลต่อการให้อภัยและอื่นๆตามมา

ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า โทษประหารชีวิตของสังคมไทย ถูกเปลี่ยนแปลงมาพอสมควร ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และสรุปว่าโทษประหารไม่ได้หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงตามพลวัตร และเหตุปัจจัย โดยเฉพาะอิทธิพลของสังคมไทยที่ดำรงอยู่ในมิตินานาชาติ คือกระบวนการที่จะทำให้สังคมไทยเป็นอารยะ และก้าวต่อไปที่จะยกเว้นโทษประหารชีวิต ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เป็นสิ้นทางพัฒนาการของสังคมไทย ซึ่งไม่ทราบว่าสังคมไทยจะยอมยกเลิกหรือใหม่ แต่พัฒนาการในหลายประเทศ เป็นเช่นนั้น จึงต้องตั้งคำถามว่าสังคมไทยต้องการอะไรจากโทษประหาร และในที่สุดสังคมไทยจะเดินไปในทิศทางไหน

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิรสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ กล่าวว่า หากหลักสำคัญคือการแก้แค้นให้ผู้เสียหายหรือเหยื่อ หรือการทำให้สังคมรอดพ้นและปลอดภัยอย่างเด็ดขาด เพราะคนทำผิดโดนกำจัด เพื่อไม่ให้คนเอาอย่าง ถ้าในสมัยโบราณจึงเป็นการตายอย่างทรมาน จึงก็เป็นกระบวนการยุติธรรมสมัยโบราณ ซึ่งก็เป็นไปตามความเจริญก้าวหน้าของสังคมที่มีความคิดเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง ที่หลายคนกำลังเรียกร้องให้เลิกการประหาร แต่ก็ไม่มีสิทธิคัดค้านเพราะเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย ส่วนคนที่เห็นด้วยกับการประหารก็ไม่ควรจะออกมาตำหนิอีกฝ่าย และต้องยอมรับว่าโลกมีแนวโน้มว่าจะยกเลิก และประเทศไทยกำลังดำเนินตามแนวโน้มของโลก อย่างที่เห็นว่าไม่มีการประหารมา 9 ปี เท่ากับการยอมรับกระแสโลกที่จะพยายามยกเลิก แต่การประหารที่ผ่านมาล่าสุด ส่งผลให้สังคมตกใจว่าในการพยายามจะยกเลิก ทำไมถึงกลับมี และจะมีต่อไปหรือไม่ และจะทำอย่างไรต่อไป จึงอยากกล่าวว่าโทษประหารคือสัญญาณถึงความอับจนทางความคิด และสังคมไทยกำลังดำเนินมาด้วยดี ถ้าไม่มีเราก็ถูกยกระดับว่าไม่มีโทษประหารจริง