เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม สมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดเสวนาการดำเนินการ “โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค” หรือ End TB Thailand Project ที่โรงแรมสุโกศล พญาไท ทั้งนี้เนื่องจากวัณโรคยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจากการคาดการณ์ทางระบาดวิทยา ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ถึง 120,000 รายต่อปี แต่มีผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการรักษาเพียงร้อยละ 60 และเสียชีวิตสูงถึงปีละ 12,000 ราย ขณะที่อัตราสำเร็จของการรักษาร้อยละ 80

ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถ นานา นายกกรรมการบริหารสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค ซึ่งรวมถึงการให้ทุน TB Grant 2018 จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชน เสนอนวัตกรรมเพื่อการควบคุมวัณโรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่นวัตกรรมนั้นควรสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ
“ยกตัวอย่าง กรณีศึกษาโมเดลความร่วมมือของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงใหม่ ที่ร่วมกับ เครือข่ายงานวัณโรคภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับทุน TB Grant เมื่อปี 2553 และได้ดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2553 จนถึงปัจจุบัน สามารถขยายเครือข่ายให้ความรู้และเข้าถึงชุมชนได้ถึง 469 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 2,066 หมู่บ้าน นับเป็นอีกโมเดลตัวอย่างที่ดำเนินงานได้โดยประชาชนมีส่วนร่วม หากได้นำแนวคิดและวิธีการไปปรับใช้และขยายผลในจังหวัดอื่นๆ ก็จะสามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยได้ และมุ่งสู่เป้าหมายในการยุติวัณโรคในปี 2578 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายยุติวัณโรคขององค์การอนามัยโลก” ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถ กล่าวและว่า ปีนี้ได้จัดประกวดนวัตกรรมควบคุมวัณโรค เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2561 สอบถามข้อมูลผ่านทางอีเมล [email protected]

พญ.ผลิน กมลวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วัณโรคไม่ได้ติดกันง่ายๆ แต่การอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อได้ นอกจากนี้ การมีภูมิต้านทานร่างกายที่ไม่แข็งแรง เช่น เด็กเล็ก ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี ผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ที่น่าสนใจคือ คนที่ติดเชื้อวัณโรค 100 คน จะมีเพียง 10 คนเท่านั้น ที่ป่วยเป็นวัณโรคในที่สุด ส่วนอีก 90 คน ไม่ป่วย ทั้งนี้ สำนักวัณโรคได้เป็นเจ้าภาพในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ พ.ศ. 2560-2564 คาดว่าหากดำเนินกิจกรรมตามยุทธศาสตร์นี้แล้วจะลดอุบัติการณ์วัณโรคจาก 172 คน ต่อประชากร 100,000 คน เป็น 88 คน ต่อประชากร 100,000 คน

ขณะที่ นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม.ได้จัดตั้ง ‘TB Referral Center’ ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการส่งต่อผู้ป่วยวัณโรค ช่วยแก้ไขปัญหาขาดยา รวมถึงเพื่อกำกับการกินยาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน
“ศูนย์จะส่งต่อผู้ป่วยที่วินิจฉัยแล้วจากสถานที่หนึ่ง แต่สมัครใจจะไปรักษาที่อื่น หรือส่งต่อผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในสถานพยาบาลแห่งหนึ่งไปยังแห่งอื่นทั้งในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด รวมถึงช่วยติดต่อสถานที่ทำ DOT (การกินยาโดยมีพี่เลี้ยงกำกับ) ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย มีการติดตามผลเมื่อรักษาครบ เปรียบเสมือนศูนย์กลางที่คอยประสานและติดตามผลเพื่อให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2560 มีผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้บริการศูนย์ จำนวน 488 คน ส่วนผู้ที่สนใจสามารถติดต่อรับบริการได้ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-16.00 น. ที่โทร.0 2860 8208 หรือไลน์ ID: refer.bma” นพ.วงวัฒน์ กล่าว

