ภูเก็ตนั้นมีชื่อเสียงขจรไกลไปทั่วโลก ความสวยงามทางทะเลของภูเก็ตดึงดูดนักท่องเที่ยวปีหนึ่งเกือบ 20 ล้านคน จนหลายประเทศพากันบินตรงลงภูเก็ต
ภูเก็ตเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวไทยที่ควรจะได้รับการดูแลเอาใจใส่มากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกด้าน
แต่ภายหลังเกิดเหตุเรือนักท่องเที่ยวจีนล่มกลางทะเล สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือ ภูเก็ต ยังไม่พร้อม
เกาะสวรรค์แห่งนี้ยังมากไปด้วยปัญหาอันเนื่องมาจากความคร่ำครึ ความเชื่องช้า ไม่ทันสมัยของระบบราชการไทยที่ยังเข้าไม่ถึงคำว่า “หัวใจบริการ”
เสียงจากภาคเอกชน สะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ปวดแปลบ
นายสรายุทธ มัลลัม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ร่ายยาวว่า…ไม่มีบุคคลใดตรวจเรือท่องเที่ยวตามระเบียบกฎหมายจริงๆ ทำกันเพียงแค่นำเล่มหรือเอกสารไปตรวจ เมื่อภาคเอกชนจ่ายเงินก็ผ่านเรียบร้อย
ชวนให้คิดว่าบางครั้ง ความไม่มีวินัย ไม่เอาใจใส่ และไม่ซื่อตรง ก็ส่งผลถึง “ความเป็น-ความตาย” !
ในเหตุการณ์นี้ สำหรับกองทัพเรือภาคที่ 3 นั้น กว่าจะขยับออกไปสนับสนุนการกู้ภัยและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวไม่ให้จมน้ำตาย ก็อ้างว่า “ต้องขออนุญาต” จากผู้บังคับบัญชา
ทุกอย่างล่าช้า ขาดการบูรณาการ
เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม แต่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจัดตั้งขึ้นในวันที่8 โดยที่ “จังหวัด” ไม่ได้เป็น “เจ้าภาพ”
นักท่องเที่ยวจีนจึงเสียชีวิตไปกว่า “ครึ่งร้อย”
ที่ถึงกับอึ้งและทึ่งหนักเข้าไปอีกก็คือที่นายสรายุทธบอกว่า…
“นับเป็นเรื่องน่าอาย ที่คนของเราเองบอกว่ามีการตรวจสภาพเรืออย่างชัดเจน ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวว่า มีการตรวจเรือที่จะออกจากท่าเรือท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตเป็นประจำทุกวัน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เช้าวันที่ 5 กรกฎาคม ก่อนเกิดเหตุ ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ห้ามการออกเรือ”
ความจริงก็คือ ไม่มีการตรวจเรือโดยสารท่องเที่ยวกันจริงๆ
ปฏิบัติการที่ภูเก็ต ไม่มีการบูรณาการ ผู้ว่าฯภูเก็ตดูเหมือนจะจัดการอะไรไม่ได้เลย
ความจริงอีกประการก็คือ เมื่อเทียบวัดศักยภาพ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กับ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตผู้ว่าฯเชียงรายแล้ว
หัวใจ ชั้นเชิง ความสามารถในการจัดการ ยังห่างไกลกันอย่างยิ่ง !?!!

