พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์บนโลกโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตรวจหาสารเสพติด ในพื้นที่ สภ.บ่อวิน จ.ชลบุรี ว่า ได้รับรายงานจาก สภ.บ่อวิน จ.ชลบุรี ว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ขณะที่ ร.ต.อ.องอาจ จินาอุ รอง สวป.สภ.บ่อวิน ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร 20 พร้อมกับพวก ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบจนไปถึงบริเวณถนนสายวัดศรีพุ่มโพธิ์-สุรศักดิ์ ได้พบชายวัยรุ่นนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ริมข้างทางลักษณะต้องสงสัย จึงให้หยุดรถเพื่อจะตรวจสอบรถคันดังกล่าว เมื่อชายวัยรุ่นคนดังกล่าวหันมาพบรถเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชายวัยรุ่นได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปด้วยความรวดเร็ว ร.ต.อ.องอาจกับพวกจึงได้ขับรถติดตามไป ระหว่างการติดตามชายวัยรุ่นได้ขี่หลบหนีเข้าไปในซอยทำให้เกิดคลาดสายตา จึงได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัดในถนนเส้นทางวัดศรีพุ่มโพธิ์-สุรศักดิ์ ห่างจากจุดที่คลาดสายตาประมาณ 100 เมตร ระหว่างตั้งจุดตรวจจุดสกัดได้มีรถจักรยานยนต์ลักษณะคล้ายกับรถคันที่หลบหนี ขับขี่เข้ามาที่จุดตรวจ เป็นชาย 1 คน (ผู้ขับขี่) หญิง 1 คน (ผู้โดยสาร) เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เรียกให้หยุดรถเพื่อขอตรวจสอบ เบื้องต้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงได้ขอตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ จากการตรวจปรากฏว่ามีผลเป็นบวก ซึ่งผู้ขับขี่ได้แจ้งว่าตนเองไม่ได้เสพยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญตัวผู้ขับขี่ไปที่พักสายตรวจนิคมเหมราช เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งในครั้งที่ 2 มีผลการตรวจเป็นลบ ไม่มีสารเสพติดในร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงอธิบายให้ผู้ขับขี่ทราบว่า อาจเกิดจากการเสื่อมสภาพของแถบตรวจอันแรก ทำให้ผลที่ออกมาในครั้งแรกคลาดเคลื่อนไป ซึ่งตัวผู้ขับขี่เข้าใจดีแล้วและไม่ติดใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมได้ให้ผู้ขับขี่ติดต่อญาติเพื่อมารับตัวกลับบ้านไป
รองโฆษก ตร.กล่าวต่ออีกว่า ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อตรวจสอบรถต้องสงสัยอย่างตรงไปตรงมา ยึดแบบแผนตามยุทธวิธีตำรวจตามปกติ พร้อมกับการตรวจสอบสิ่งเสพติดภายในตัวของผู้ขับขี่ ตามกรอบของกฎหมายและคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งไม่ได้มีการกลั่นแกล้งแต่อย่างใด โดยที่ผ่านมา การตรวจสอบตรวจค้นลักษณะนี้มีผลการปฏิบัติในการจับกุมผู้ต้องหาได้หลายคดี เช่น คดีครอบครองยาเสพติด อาวุธปืน คดีโจรกรรมรถ หมายจับคดีค้างเก่า เป็นต้น
สำหรับประเด็นของชุดทดสอบสารเมทแอมเฟตามีนที่มีผลตรวจสอบเบื้องต้นในครั้งแรกเป็นบวกนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้แบบทดสอบชนิดแถบตรวจ GPO Meth Cassette ซึ่งตัวผู้ตรวจเองได้โต้แย้ง โดยแจ้งว่าได้ทานยาลดไข้พร้อมกับปฏิเสธการใช้เสพสารเสพติด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกตรวจ และได้ให้ทดสอบกับชุดทดสอบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ ชนิดตลับขององค์การเภสัชกรรมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งก็มีผลเป็นลบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลตรวจจากแบบทดสอบที่มีผลเป็นลบก็ยังไม่สามารถยืนยันการกระทำความผิดของผู้ต้องหาได้ เพราะยังคงต้องให้สถาบันที่กระทรวงสาธารณสุขรับรองตรวจสอบสารเสพติดอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งถึงจะสามารถดำเนินคดีในฐานความผิด “เสพยาเสพติดให้โทษโดยผิดกฎหมาย” ได้ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ ให้ความเป็นธรรมกับผู้ตรวจ ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งผู้ใด หรือเพื่อหวังประโยชน์อื่นใดอยู่แล้ว
ที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกภาคส่วนมาโดยตลอด ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง สุจริต เป็นธรรม ตามกรอบของกฎหมาย และที่สำคัญต้องสามารถตรวจสอบได้ โดยหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง หรือสร้างความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน เป็นเรื่องที่ ผบ.ตร.ยอมรับไม่ได้ ต้องดำเนินการเอาผิดให้ถึงที่สุด ทั้งทางวินัยและอาญา เพราะเป็นการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อองค์กรอย่างร้ายแรง

