เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม สำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.ยุติธรรม ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ทางการไทยจัดทำข้อตกลงชั่วคราวเพื่อพักใช้การประหารชีวิตอย่างเร่งด่วน และมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อขจัดโทษประหารชีวิตออกจากกฎหมายไทยสำหรับความผิดทุกประเภท
น.ส.แคทเธอรีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยเนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งเดือนหลังจากมีการประหารชีวิตเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 9 ปีว่า ทางการไทยต้องตระหนักว่าโทษประหารชีวิตไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบยุติธรรมทางอาญา และต้องยุติแผนการที่จะใช้การประหารชีวิตอีก
ในจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรียุติธรรมของไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโทษประหารชีวิต หลังมีการประหารชายอายุ 26 ปีด้วยการฉีดยาในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยทารุณ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 นับเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552
น.ส.แคทเธอรีนกล่าวเสริมว่า ไม่ว่าจะเป็นความผิดแบบใด ไม่ว่าจะเป็นนักโทษคนไหน หรือไม่ว่าจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด ไม่มีเหตุผลใดที่สร้างความชอบธรรมในการใช้โทษประหารชีวิต เพราะถือว่าเป็นการลงโทษที่เลวร้าย และไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบยุติธรรมทางอาญา
“รัฐบาลไทยต้องยืนยันพันธกิจของตนที่มีต่อสิทธิมนุษยชน โดยการทำข้อตกลงชั่วคราวเพื่อพักใช้การประหารชีวิตโดยทันที ซึ่งถือเป็นก้าวย่างแรกที่นำไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด เพราะในความเป็นจริงแล้ว โทษประหารชีวิตไม่ได้ส่งผลให้มีการยับยั้งการกระทำความผิด และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวรสำหรับญาติของผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม โทษประหารชีวิตไม่ได้เป็นทางออกใดๆ เลย”
จดหมายเปิดผนึกเรื่อง “การรื้อฟื้นการประหารชีวิตในประเทศไทย” จาก นายมินาร์ พิมเพิล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายดำเนินงานระดับโลก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่ลแนล ถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.ยุติธรรม ระบุว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เขียนจดหมายถึงท่านเนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งเดือน นับแต่มีข่าวที่คาดไม่ถึงว่า ประเทศไทยได้รื้อฟื้นการประหารชีวิต หลังหยุดไปเป็นเวลา 8 ปี ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลของท่านจัดทำข้อตกลงชั่วคราวเพื่อพักใช้การประหารชีวิตอย่างเร่งด่วน และมีมาตรการเพิ่มเติม เพื่อขจัดโทษประหารชีวิตออกจากกฎหมายไทยสำหรับความผิดทุกประเภท
นายธีรศักดิ์ หลงจิ นักโทษเด็ดขาดที่ต้องโทษประหารชีวิตจากข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยทารุณ ได้ถูกประหารด้วยการฉีดยาที่เรือนจำกลางบางขวางเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ขอประณามการตัดสินใจใช้การประหารชีวิตครั้งนี้ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิในการมีชีวิต และถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี
ในช่วงก่อนจะเข้าสู่ 10 ปีที่ไม่มีการประหารชีวิตในประเทศไทย กระทรวงของท่านได้มีการจัดเวทีอภิปรายหลายครั้งเกี่ยวกับประโยชน์จากการยกเลิกโทษประหารชีวิต รวมทั้งความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงให้สาธารณะทราบถึงแง่มุมด้านสิทธิมนุษยชน มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตเชิงบังคับสำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด และที่สำคัญ ทางการไทยได้ให้พันธสัญญาหลายครั้ง ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ที่จะดำเนินการเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต การประกาศว่าได้ประหารชีวิตธีรศักดิ์ หลงจิ จึงถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและก่อให้เกิดข้อกังวลหลายประการ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังคงกังวลว่า อาจมีนักโทษประหารคนอื่นที่อาจถูกประหารชีวิตตามไปด้วย จากข้อมูลของกระทรวงของท่านที่ให้ไว้กับทางองค์การของเรา จนถึงเดือนมีนาคม 2561 ยังมีนักโทษประหารอยู่อย่างน้อย 193 คนซึ่งล้วนเป็นนักโทษเด็ดขาดทั้งสิ้น ในจำนวนนี้ประกอบด้วยผู้กระทำความผิดในคดียาเสพติด 85 คน ซึ่งการกำหนดโทษประหารชีวิตให้บุคคล เหล่านี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ
เรามีความกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากครอบครัวของธีรศักดิ์ หลงจิ เหยื่อโทษประหารได้ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนของไทยว่าพวกเขาถูกปฏิเสธไม่ให้มีโอกาสกล่าวคำลากับญาติของตน โดยได้รับแจ้งกำหนดการประหารชีวิตเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการประหารจะเกิดขึ้น หน่วยงานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเคยมีความเห็นว่า การปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการประหารเป็นความลับ และการไม่แจ้งให้ครอบครัวทราบถึงกำหนดการประหารชีวิตล่วงหน้าอย่างเพียงพอ เป็นการกระทำที่ละเมิดข้อห้ามต่อการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังตั้งคำถามกับ “ข้ออ้างที่ว่าโทษประหารชีวิตมีผลช่วยยับยั้งการก่ออาชญากรรม” ของรัฐบาลจากการรื้อฟื้นการประหารชีวิต และเสียใจที่ดูเหมือนว่ารัฐบาลของท่าน เสนอให้ใช้โทษประหารชีวิตเป็นทางออกต่อการแก้ปัญหาการกระทำความผิดอาญา งานวิจัยจากหลายภูมิภาคทั่วโลกไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า โทษประหารชีวิตมีผลทำให้บุคคลเกิดความยับยั้งชั่งใจที่จะก่ออาชญากรรม อัตราการเกิดอาชญากรรมในประเทศซึ่งยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว ไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น การประหารชีวิตบุคคลเพียงเพื่อตอบโต้อาชญากรรม และเพื่อแสดงถึงความเข้มงวดของระบบยุติธรรมทางอาญา ถือเป็นการกระทำโดยพลการ ตามข้อสังเกตในรายงานเมื่อปี 2557 ของผู้เชี่ยวชาญพิเศษว่าด้วยการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การสังหารโดยรวบรัดหรือโดยพลการ โทษประหารชีวิต เป็นการกระทำที่ไม่สามารถแก้ไขกลับคืนได้และเป็นการส่งเสริมวงจรความรุนแรงในสังคม การบังคับใช้โทษประหารชีวิตมีความเสี่ยงว่าอาจเกิดการเลือกปฏิบัติและอาจมีความผิดพลาดในระบบยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีที่ไม่มีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายอย่างอื่นเพื่อบังคับให้จำเลย “รับสารภาพ” การประหารชีวิตไม่ได้แก้ปัญหาอาชญากรรม แต่กลับส่งเสริมวงจรความรุนแรงที่ทางการพยายามหาทางหยุดยั้ง ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนที่เพิ่มขึ้นของเหยื่ออาชญากรรมหรือครอบครัว ที่ออกมารณรงค์ต่อต้านการประหารชีวิตอย่างเปิดเผย
หนึ่งเดือนหลังการรื้อฟื้นการประหารชีวิต ผมเขียนจดหมายนี้ด้วยความหวังอีกครั้งหนึ่งว่า ทางการไทยจะปฏิบัติตามพันธกิจที่ให้ไว้ในประเทศและระหว่างประเทศ ในการเดินหน้ายกเลิกโทษประหารชีวิต และหาวิธีการอย่างอื่นเพื่อปกป้องประชาชนจากอาชญากรรม พร้อมกับสามารถปฏิบัติตามความรับผิดชอบที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย
เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้จัดทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการเพื่อยุติการประหารชีวิตอย่างเร่งด่วน และเปลี่ยนแปลงโทษสำหรับนักโทษประหารทุกคน รวมทั้งกำหนดให้การยกเลิกโทษประหารชีวิตเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของแผนแม่บทด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 4 ของประเทศไทย เมื่อเราหันหลังให้กับการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีเมื่อใด เมื่อนั้นเราจะสร้างสังคมที่มีการุณยภาพและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

