สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ ฉบับใหม่ ชี้เป็นครั้งแรกลูกจ้างส่วนราชการได้สิทธิด้วย

19.07.18 | 16:05 น.

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า ล่าสุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเห็นชอบรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินทดแทน ฉบับใหม่ วาระที่ 2 และ 3 แล้ว สำหรับร่างพระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ จะทำให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น และนายจ้างได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งยังมีการเพิ่มคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อกำกับดูแลความโปร่งใสของกองทุนเงินทดแทนอีกด้วย

“สำหรับประเด็นการแก้ไขสาระสำคัญของ พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ อาทิ ขยายความคุ้มครองแก่ลูกจ้างของส่วนราชการ ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมไปถึงลูกจ้างซึ่งทำงานในองค์กรของนายจ้างที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “ภัยพิบัติ” ให้เกิดความชัดเจน รวมถึงแก้ไขการบังคับใช้เกี่ยวกับขอบเขตการคุ้มครองลูกจ้างซึ่งได้รับการจ้างงานในประเทศ (Local staff) ของสถานเอกอัครราชทูตและองค์การระหว่างประเทศ” นพ.สุรเดช กล่าว

ทั้งนี้ นพ.สุรเดช กล่าวว่า ได้แก้ไขการออกหลักเกณฑ์เงื่อนไขและอัตราในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย ให้ดำเนินการออกเป็นกฎกระทรวงเพื่อให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์ ดังนี้ เพิ่มอัตราค่าทดแทนกรณีต่างๆ จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน เพิ่มระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนกรณีลูกจ้าง ทุพพลภาพเป็นไม่น้อยกว่า 15 ปี ปัจจุบันไม่เกิน 15 ปี เพิ่มระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนกรณีลูกจ้าง ถึงแก่ความตายหรือสูญหายเป็นไม่เกิน 10 ปี ปัจจุบันไม่เกิน 8 ปี แก้ไขหลักเกณฑ์การจ่ายค่าทดแทนสำหรับกรณีลูกจ้าง ไม่สามารถทำงานได้ให้ได้รับตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงาน ปัจจุบันจ่ายค่าทดแทนกรณีลูกจ้าง ไม่สามารถทำงานติดต่อกันได้เกิน 3 วัน เพิ่มการจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้าง ตามอัตราที่กำหนด ในกฎกระทรวง ปัจจุบันการจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างเป็น 100 เท่า ของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน

“ในส่วนของนายจ้างก็จะได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัตินี้เช่นกัน คือ ปรับลดเงิน เพิ่มจากเดิมร้อยละ 3 ต่อเดือน เหลือร้อยละ 2 ต่อเดือน และกำหนดเกณฑ์การคำนวณเงินเพิ่ม กรณีนายจ้างค้างชำระเงินสมทบ โดยกำหนดให้จำนวนเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่าย ซึ่งปัจจุบันไม่ได้กำหนดเพดานเงินเพิ่มไว้ ขั้นตอนต่อไปเตรียมเสนอสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พิจารณาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2561” นพ.สุรเดช กล่าว