กทม. เผย ปี 57 เคยตั้งคกก.สอบข้อเท็จจริง ‘ครูพละ’ ทำอนาจารนร. 16 คน แต่ยังไม่สรุปผล กำชับทุกรร. ‘ห้ามบุคคลเข้า-ออกยามวิกาล’
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่สำนักงานเขตคลองเตย ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี นายเอ (นามสมมุติ) ครูวิทยะฐานะครูชำนาญการ สอนวิชาพละศึกษา โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านคลองเตย ซึ่งเป็นโรงเรียนภายใต้สังกัดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 16 ปี ภายในห้องลูกเสือของอาคาร ซึ่งเป็นบุตรสาวของนักการภารโรงของโรงเรียนดังกล่าว เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม องค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์นำผู้ปกครองและเด็กเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ท่าเรือ
ล่าสุด นายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ผู้อำนวยการฝ่ายสืบสวน องค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ แจ้งว่าเวลา 14.00 น.ของวันนี้จะนำผู้ปกครองและเด็กหญิงผู้ตกเป็นเหยื่อเดินทางมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีครูวิทยะฐานะครูชำนาญการ ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ข่มขืนกระทำชำเราที่โรงเรียนดังกล่าว ซึ่งวันนี้ นายเกรียงยศ สุดลาภา รองผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วย นพ.พิชญา นาควัชระ รองปลัดกทม. ฐานะกำกับดูแลด้านการศึกษา ยังได้เดินทางมาร่วมประชุมติดตามกรณีดังกล่าวด้วย
ต่อมาเวลา 14.10 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรณสิทธิ์ ได้เดินทางมายังสำนักงานเขตเพียงผู้เดียว ไม่ได้นำผู้ปกครองและเด็กหญิงผู้เสียหายมาด้วย โดยแจ้งสื่อมวลชนว่า ทางคณะกรรมการจะสอบสวนข้อมูลผู้เสียหายภายหลัง
จากนั้นเวลา 14.15 น. นายเกรียงยศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกทม.แถลงผลการประชุมต่อสื่อมวลชน ใช้เวลาประชุมร่วม 2 ชั่วโมง โดยแถลงว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.มีความเป็นห่วงต่อกรณีดังกล่าว พร้อมกำชับให้ร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด จากข้อมูลข้อเท็จจริงทางกทม.พยายามดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเต็มที่ โดยเมื่อปี 2557 ครูคนดังกล่าวถูกกลุ่มผู้ปกครองและนักเรียนเข้าร้องเรียนว่าถูกครูคนดังกล่าวกระทำอนาจารมาแล้ว ขณะนั้นทางสำนักงานเขตคลองเตยได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เป็นชุดแรก โดยชุดแรกสรุปผลว่ามีความผิดไม่ร้ายแรง แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวมีข้อมูลมากและพยานบุคคลหลายปาก การพิจารณาความผิดทางวินัย โดยสำนักคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ต้องตีกลับเรื่องดังกล่าวมายังเขต เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมว่าเข้าข่ายความผิดร้ายแรงหรือไม่ ปัจจุบันกรณีแรกจึงยังอยู่ระหว่างสืบสวนข้อเท็จจริงและสรุปผล ถามว่าล่าช้าหรือไม่นั้น ขอเรียนว่าขั้นตอนการสืบสวนของกทม.จะไม่เหมือนกับหน่วยงานยุติธรรมอื่น การกล่าวหาผู้อื่นว่ากระทำความผิดทางวินัยจะต้องรอบคอบ กระทั่ง กทม.ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เป็นชุดที่ 2 เพื่อสืบสวนเฉพาะกรณีเด็กหญิงวัย 16 ปีกล่าวหาว่าถูกครูข่มขืน ปัจจุบันอยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริงและรอผลตรวจร่างกายจากโรงพยาบาลตำรวจ
นายเกรียงยศ กล่าวถึงสาเหตุที่กทม.สามารถสอนภายในโรงเรียนได้ ทั้งที่มีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมากอยู่ภายในโรงเรียน ว่า เหยื่อจำนวนมากที่ระบุในกรณีแรกนั้น มีรายงานว่ามีผู้เสียหายร่วม 16 ราย รวมถึงเด็กหญิงวัย 16 ปีตกเป็นเหยื่อครั้งนี้ แต่เมื่อกทม.เรียกมาให้ข้อมูล รวม 4 ครั้งกลับมีผู้เดินทางมาให้ข้อมูล 3 รายเท่านั้น ซึ่งเด็กหญิงวัย 16 ปีเองก็ไม่ได้เดินทางมาร่วมให้ข้อมูลเช่นกัน ทำให้ข้อมูลไม่เพียงพอที่กทม.จะตัดสินโทษครูคนดังกล่าวได้ จึงจำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้ใช้ระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม การที่ตัดสินว่าครูข่มขืนเด็กนักเรียนนั้น ปัจจุบันยังสรุปไม่ได้เพราะทั้งสองกรณียังอยู่ระหว่างสอบสวน โดยกทม.จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายระหว่างครูและนักเรียน อย่างกรณีแรกปัจจุบันเด็กนักเรียนกลุ่มนั้นก็ไม่ได้เป็นนักเรียนของกทม.เพราะจบการศึกษาแล้ว
“ยอมรับว่ากระบวนการทางราชการล่าช้าเพราะการเอาผิดทางวินัยต้องรอบคอบและระมัดระวัง โดยจะสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเหมือนหน่วยงานอื่นไม่ได้ แต่ยืนยันว่าความถูกต้องต้องมาก่อน โดยผู้ว่าฯกทม.ก็ได้กำชับให้เร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุดและเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และไม่ให้ขยายเวลา” นายเกรียงยศ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ากทม.จะต้องปรับเปลี่ยนระบบตรวจสอบของกทม.หรือไม่นั้น นายเกรียงยศ กล่าวว่า กทม.พยายามปรับปรุงระบบราชการมาต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงระบบการตรวจสอบอย่างเดียว รวมถึงระบบอื่นของกทม.ด้วย และว่า ส่วนผู้ปกครองและเด็กหญิงนั้น วันนี้กทม.จะไม่เดินทางไปสอบสวนข้อมูลแล้ว เนื่องจากเด็กเรียนหนังสืออยู่ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าตอนนี้ยังไม่สะดวก ทำให้ กทม.ยังไม่ได้พูดคุยกับผู้ปกครองและเด็กหญิง ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือครูพละ ไม่ยอมรับว่ากระทำผิดและปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนกรณีข่มขืนเด็กเกิดครั้งแรกในโรงเรียนสังกัดกทม.หรือไม่นั้น ยังไม่มีข้อมูล
นายเกรียงยศ กล่าวต่อว่า ณ ปัจจุบันมีผู้เสียหายเพียง 1 ราย คือ เด็กหญิงวัย 16 ปี อย่างที่ระบุข้างต้นว่าที่ผ่านมา กทม.พยายามเรียกผู้เสียหายกรณีแรกแล้วแต่ไม่มีผู้เดินทางมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ ขอย้ำกับสังคมว่าไม่ต้องกังวล เพราะผู้ว่าฯกทม. อดีตนายตำรวจใหญ่กำชับแล้วว่ากรณีข่มขืนจะปล่อยไม่ได้ ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด
เมื่อถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อกรณีครูข่มขืนนักเรียน ขณะที่กทม.พยายามผลักดันนโยบายด้านการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกทม.ว่า “มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้เป็นบรรทัดฐานให้กทม.ตื่นตัว พัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนสังกัดกทม. ส่วนการเฝ้าระวังระหว่างครูผู้ชายและเด็กนักเรียนผู้หญิงเพิ่มเติมนั้นภายในโรงเรียนดังกล่าวนั้น ผมได้กำชับให้เฝ้าระวังเพิ่มขึ้น แม้แต่ครูผู้หญิงกับนักเรียนชายด้วย นอกจากนี้ กำชับไม่ให้เฝ้าระวัง โดยเฉพาะห้ามไม่ให้มีผู้เข้า-ออกภายในโรงเรียนยามวิกาลเด็ดขาด แม้แต่ภารโรงเองก็ตาม ทั้งนี้ หากผู้เสียหายไปอยากไปร้องที่เขตให้มาแจ้งกับผมได้โดยตรง”
ด้าน นางอัจฉราวดี ชัยสุวิรัตน์ ผู้อำนวยการเขตคลองเตย กล่าวว่า หลังเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานชุมชนได้รายงานเรื่องดังกล่าวมายังเขตแล้ว แต่เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นปี 2557 และมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ส่วนครั้งนั้นเขตได้เสนอโทษเพียงหักเงินเดือน ปัจจุบันสำนักก.ก.ได้ส่งเรื่องกลับให้เขตสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งเขตเองก็ส่งหนังสือเชิญผู้เสียหาย แต่มีผู้เสียหายเดินทางมาไม่ครบตามร้องเรียน ส่วนกรณีแรกมีแนวโน้มจะผิดร้ายแรงหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ เพราะอยู่ระหว่างสืบสวน ส่วนกรณีที่สอง คณะกรรมการจะสอบสวนแล้วเสร็จ ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมก่อนสรุปผลสำนวนข้อเท็จจริงให้ สำนัก ก.ก.พิจารณาโทษวินัยทางราชการต่อไป
ขณะที่ นายรณสิทธิ์ ร่วมรับฟังถ้อยคำแถลงบริเวณดังกล่าวด้วยนั้น กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ผู้ใหญ่ระดับสูงของกทม.ให้ความสนใจต่อกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ ตนมีข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีผู้เสียหายอีกหลายคนที่ถูกครูดังกล่าวทำอนาจารมาต่อเนื่อง ยินดีจะมอบให้กทม.เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณา โดยเรียนว่าเด็กหลายคนที่ยังไม่กล้าเข้ามาร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่ส่งผลต่อรูปคดีคดี เพราะผู้เสียหายถูกสัมภาษณ์กับทีมสหวิชาชีพ ซึ่งมีบทสรุปว่ามีมูลเป็นความจริง พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีแรกขอให้เป็นดุลยพินิจกับฝ่ายปกครอง เพราะไม่มีผู้เสียหายมาแจ้งคดีอาญาไว้

