หน.สถานีเพาะเลี้ยงฯห้วยขาแข้งชี้เลี้ยง ‘จิ้งจอก’ ผิดกม. หวั่น ‘ลูกผสม’ เข้าป่าทำลายระบบนิเวศ

22.07.18 | 17:27 น.

ความคืบหน้ากรณีมีการลักลอบขายลูกสุนัขจิ้งจอก ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองให้กับกลุ่มคนที่นิยมเลี้ยงสัตว์แปลกๆ หายาก แต่เมื่อสัตว์เติบโตหมดความน่ารัก และรู้สึกว่าสัตว์เหล่านั้นกำลังกลายเป็นภาระก็มีการนำไปปล่อยทิ้งอย่างขาดความรับผิดชอบ กระทั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต้องรับภาระนำมาเลี้ยงต่อ โดยเฉพาะที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ที่เลี้ยงไว้ถึง 15 ตัว นั้น

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายตรศักดิ์ นิภานันท์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เปิดเผยว่า ไม่ใช่เฉพาะที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกประเภทสัตว์ป่าแก้ไขปัญหา แต่ยังมีการรายงานที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ ก็มีการเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกประเภทสัตว์ป่าแก้ไขปัญหาเช่นกัน นอจากนี้ ยังพบว่ามีการเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกประเภทเดียวกันที่มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าด้วย ซึ่งในเร็วๆนี้ก็ต้องมีการส่งมอบให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ นำมาดูแลต่อด้วย
นายตรศักดิ์ กล่าวว่า สุนัขจิ้งจอกในประเทศไทยไม่ได้เข้าข่ายหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ แต่ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ใครครอบครองถือว่าผิดกฎหมายมีโทษทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลขณะนี้คือ การที่มีคนนำสัตว์ป่าไปเลี้ยงแล้วเปลี่ยนใจปล่อยคืนสู่ธรรมชาตินั้น จะส่งผลเสียหายอย่างมาก

“ที่เห็นทันทีในขณะนี้คือ อย่างเช่นที่ห้วยขาแข้ง ที่เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอยู่กำจัดจะได้ดูแลเสือซึ่งเป็นสัตว์สำคัญในพื้นที่อย่างเต็มที่ ก็ต้องแบ่งเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งไปดูแลสุนัขจิ้งจอกสัตว์ป่าประเภทต้องแก้ไขปัญหา สิ้นเปลืองทั้งกำลังคน สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณ ถามว่าไม่ดูแลได้หรือไม่ ต้องบอกเลยว่าไม่ได้ เพราะสัตว์พวกนี้ถูกเลี้ยงนานๆ แล้วปล่อยเข้าป่าให้ไปหากินเองลำบาก ที่น่าห่วงไปกว่านั้น คือ มีบางตัวที่เป็นสุนัขจิ้งจอกลูกผสม (ไฮบริด) คือ มีสายพันธุ์สุนัขบ้านด้วย ซึ่งเมื่อพันธุกรรมเปลี่ยนก็อาจจะตัวใหญ่ หรือนิสัยเปลี่ยน ผิดไปจากสุนัขจิ้งจอกในพื้นที่ เช่น ต้องการอยู่เป็นฝูง หากปล่อยเข้าป่าจะไปล่าสัตว์เล็ก เช่น เก้ง กินเป็นอาหาร หรืออาจไปแย่งอาหารของสัตว์ชนิดอื่นๆ” นายตรศักดิ์ กล่าวและว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง แต่เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่และกลุ่มนักอนุรักษ์กังวลใจมาก

นายตรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พบสุนัขจิ้งจอกลูกผสมแล้ว 2 ตัว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมโดยจับตัวผู้ทำหมัน ส่วนตัวเมียอีกกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีสัตว์ชนิดอื่นที่ถูกเลี้ยงและปล่อยแบบนี้อีกหรือไม่ นายตรศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่พบในขณะนี้ นอกจากสุนัขจิ้งจอกแล้ว ยังมีนางอาย อีกัวน่า และนาก ซึ่งขณะนี้เฉพาะที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้งมีนากที่ถูกทิ้งเลี้ยงไว้เต็มบ่อและเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้ ส่วนอีกัวน่ามีประมาณ 10 ตัว และนางอายอีกจำนวนหนึ่ง

Advertisement

เมื่อถามว่า ถ้าสัตว์เหล่านี้ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติแล้วเป็นปัญหา เหตุใดจึงไม่ทำลาย นายตรศักดิ์ กล่าวว่า ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายทารุณฆาต ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ต้องเลี้ยงดูกันไปจนกว่าสัตว์นั้นๆ จะหมดอายุขัย

ต่อข้อถามว่า จะมีวิธีป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร นายตรศักดิ์ กล่าวว่า มีทางเดียวคือ ต้องเร่งให้ความรู้กับประชาชน ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการนำสัตว์ป่ามาเลี้ยง ที่ผิดกฎหมาย และหากเลี้ยงแล้วไม่รับผิดชอบต่อจะเกิดปัญหาตามมาอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นด้วย