เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฆ่า เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2559 และต่อมา นายศุภชัย ทัฬหสุนทร อายุ 45 ปี บิดานายธนิต ทัฬหสุนทร ที่ถูกรุมทำร้ายและถูกอาวุธมีดแทงเสียชีวิตจากเหตุดังกล่าวเกิดความเครียดและกระโดดตึกที่ศาลอาญา ถนนรัชดา เสียชีวิต ว่า
เบื้องต้นทราบว่าคดีดังกล่าวในชั้นพนักงานสอบสวน มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา และส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ ชั้นพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องตามพนักงานสอบสวน
“ขอเรียนว่าในชั้นพนักงานสอบสวนนั้นมีการสอบสวนและตรวจสอบสำนวนคดีอย่างครบถ้วน เนื่องจากการดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ซึ่งมีอัตราโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี เมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนและสรุปสำนวนมีความเห็น “ควรสั่งฟ้อง หรือควรสั่งไม่ฟ้อง” นั้น จะมีการเสนอผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้นเพื่อพิจารณาสั่งการ ตั้งแต่ระดับหัวหน้างานสอบสวน, หัวหน้าพนักงานสอบสวน (สถานีตำรวจ) และระดับกองบังคับการ ซึ่งการสอบสวนของพนักงานสอบสวนยึดตาม กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่กำหนดไว้ โดยอาศัยพยานหลักฐานทางคดี ไม่ว่าจะเป็นพยานวัตถุ พยานบุคคล และพยานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ ซึ่งถือได้ว่าในชั้นพนักงานสอบสวนนั้นมีการตรวจสอบถึงความถูกต้อง รัดกุม เรียบร้อย ของสำนวนคดีตามกรอบของกฎหมายเป็นอย่างมาก” พ.ต.อ.กฤษณะกล่าว
รองโฆษก ตร.กล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าวศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้อง เหตุผลโดยสรุป คือประจักษ์พยานที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์และให้การไว้ในชั้นสอบสวนไม่อาจมาเบิกความในชั้นศาลได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการรักษาอาการป่วยทางจิตที่โรงพยาบาล จึงต้องรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนที่นำส่งในชั้นศาลประกอบพยานหลักฐานอื่น แต่พยานหลักฐานอื่นยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยได้ เช่น ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดพบว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีผู้คนเป็นจำนวนมาก ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏในชั้นศาลนั้น เห็นแต่เพียงเหตุการณ์ปากทางเข้าซอยที่เกิดเหตุ แต่ไม่สามารถบันทึกภาพบริเวณจุดเกิดเหตุไว้ได้ ดังนั้น เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง
“ในประเด็นที่สังคมมองว่าพนักงานสอบสวนทำสำนวนอ่อนนั้น ต้องขอเรียนว่า คดีดังกล่าวพนักงานอัยการเป็นโจทก์แทนผู้เสียหาย โดยพนักงานอัยการเป็นผู้ร่างฟ้องและอาศัยพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนประกอบสำนวนคดี ซึ่งต่อมาประจักษ์พยานไม่ได้มาแถลงต่อศาลด้วยมีอาการทางจิต รักษาตัวที่โรงพยาบาลและพยานอื่นๆ มีน้ำหนักไม่เพียงพอเป็นเหตุให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นสำนวนอ่อนแต่อย่างใด เพราะพนักงานสอบสวนดำเนินการตามพยานหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุอยู่แล้ว ซึ่งเห็นได้ว่าพนักงานอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้องตามพนักงานสอบสวน” พ.ต.อ.กฤษณะกล่าว และว่า อย่างไรก็ตามเมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้อง พนักงานอัยการในฐานะฝ่ายโจทก์ ก็ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อสู้ตามกฎหมายได้จนไปถึงศาลฎีกา ซึ่งขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมก็ยังไม่เสร็จสิ้นแต่อย่างใด
รองโฆษก ตร.กล่าวต่อว่า เพื่อป้องกันความสับสนของสังคม ในประเด็นที่ว่าสำนวนในชั้นพนักงานสอบสวนอ่อนนั้น เรียนว่าหากสำนวนในชั้นพนักงานสอบสวนอ่อนจริง ชั้นพนักงานอัยการก็คงสั่งไม่ฟ้องและคงไม่ถึงชั้นพิจารณาของศาลแล้ว ถึงอย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ความยุติธรรม และสามารถตอบคำถามสังคมได้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ได้เรียกตรวจสอบสำนวนคดีดังกล่าว ว่าการสอบสวนมีความรอบคอบ รัดกุมเพียงใด หรือมีข้อบกพร่องหรือไม่อย่างไร

