รองโฆษกอัยการฯแจง เตรียมขอคัดคำพิพากษาฆ่าวัยรุ่นช่วงสงกรานต์ 59 พิจารณาให้อัยการคดีศาลสูงพิจารณายื่นอุทธรณ์ ลงโทษจำเลยที่ศาลอาญายกฟ้อง ชี้อัยการทำงานอย่างเต็มที่ นำสืบพยานบุคคลและหลักฐานในสำนวน
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า วันนี้ได้เข้าพบอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก และนายนพพล เปียงใจ อัยการเจ้าของสำนวนทราบว่า อัยการได้รับสำนวนคดีจากพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง มาพร้อมพิจารณาสั่งคดีและฟ้องคดีไปโดยครบถ้วนโดยไม่มีข้อบกพร่อง นายศุภชัย ทัฬหสุนทร บิดา ที่กระโดดจากอาคารศาลอาญายังเคยยกมือไหว้ขอบคุณอัยการที่ว่าคดีอย่างเต็มที่ แม้ว่าอัยการจะเสนอพยานโจทก์จำนวน 7 ปาก แต่นำมาเบิกความได้ไม่ครบก็ตาม
ส่วนภาพจากทีวีวงจรปิดอัยการได้มีหนังสือให้พนักงานสอบสวนนำมาใช้เป็นหลักฐานในคดีให้ได้ แต่ไม่ได้มาซึ่งอัยการสงสัยตรงจุดใดก็ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมเข้าในสำนวนคดี ให้เสร็จสิ้นกระแสความ ทั้งนี้อัยการก็นำสืบพยานอย่างเต็มที่
สำหรับพยานเบื้องต้นที่เป็นประจักษ์พยานแต่มีอาการป่วยทางจิต บิดาของพยานก็ยื่นคำแถลงเข้ามา พร้อมใบรับรองแพทย์ประกอบ จึงไม่ได้นำสืบ ส่วนเหตุสลดใจที่เกิดขึ้น สำนักงานอัยการสูงสุดขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวด้วย
สำหรับคดีนี้ซึ่งมีเยาวชนชาย อายุ 16 ปีเศษ เป็นผู้ต้องหาร่วมนั้น อยู่ระหว่างการสืบพยานของศาลเยาวชนฯ และคดีนี้อัยการสำนักงานคดีอาญา 4 ได้สั่งรวบรวมเอกสารในสำนวนคดีทั้งหมด รวมทั้งเตรียมยื่นขอคัดคำพิพากษาจากศาลอาญา เพื่อพิจารณาทำความเห็นเสนอต่ออธิบดีอัยการสำนักงานอัยการคดีศาลสูง เพื่อพิจารณายื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลย โดยจะเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งการพิจารณาคดีของศาลไทยใช้ระบบกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า หากพยานหลักฐานในคดียังมีข้อสงสัยให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย โดยพิพากษายกฟ้อง
ด้านอดีตตุลาการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง เปิดเผยว่า เรื่องนี้มีผลกระทบต่อศาล เป็นหน้าที่ของโฆษกศาลยุติธรรม ต้องอธิบายให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการขั้นตอนการนำคดีเข้าสู่ศาล รวมทั้งการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน อย่าให้คนสงสัยจนไปวิพากษ์วิจารณ์กันเองอย่างไม่มีหลักวิชาการ โดยส่วนตัวแล้วตนเคยพิจารณาคดีฆ่าคนตายอย่างอุกฉกรรจ์มาก่อน เห็นว่าในคดีที่พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานมาไม่ครบถ้วน สมบูรณ์ ศาลต้องพิจารณาพยานหลักฐานอย่างละเอียด รอบคอบก่อนจึงจะพิพากษา แต่ในบ้านเราพยานหลักฐานมาจากต้นทางคือพนักงานสอบสวนรวบรวมอัยการยื่นฟ้องคดีเข้ามา ศาลจึงต้องพิจารณาหลักฐานในสำนวนเท่านั้น และต้องยึดหลักการที่ว่า “ถ้าไม่แน่ใจ ศาลอย่าเพิ่งพิพากษาลงโทษ” โดยเคร่งครัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ได้ยื่นบัญชีพยานโจทก์ไว้ 28 รายการ เป็นพยานบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพยานแวดล้อม ไม่เห็นเหตุการณ์ ส่วนประจักษ์พยานมี 1 ปาก แต่ในชั้นพิจารณาของศาล พยานมีอาคารป่วยทางจิต ต้องเข้ารักษาตัวที่ รพ.สมเด็จเจ้าพระยา ศาลจึงตัดประจักษ์พยานปากนี้ไป แต่นำคำเบิกความในชั้นสอบสวนมาฟังประกอบพยานอื่น ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ศาลพึงกระทำด้วยความระมัดระวัง ที่สุดแล้วศาลได้พิพากษายกฟ้องจำเลยดังกล่าว

