เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีชายโดดตึกศาลเสียชีวิต หลังศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยคดีที่ลูกชายถูกรุมทำร้ายอละใช้มีดแทงจนเสียชีวิตว่ากรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาชญากรรมร้ายแรง (serious crimes) นอกจากการเยียวยาทางกฎหมาย (Judicial Remedy) สิ่งสำคัญอีกประการที่ประเทศไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญ คือ การเยียวยาที่ไม่ใช่ทางกฎหมาย (Non Judicial remedies) ที่หมายความรวมถึงการชดเชยเยียวยาด้วยตัวเงิน (Compensation) และการเยียวยาที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้เสียหาย ครอบครัว และสังคม การชดใช้สาธารณะ เช่นการขอโทษ การทดแทนเสมือนให้กลับคืนดังเดิม (Restitution) การชดใช้จนกว่าจะพอใจ (Satisfaction) และการสร้างหลักประกันว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกกับใครอีกในอนาคต (guarantee of non- repetition) เช่น มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกฎหมาย กฎ ระเบียบต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรร้ายแรง และยุติการลอยนวลพ้นผิด (Impunity)
“กรณีที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาผู้เสียหายคงไม่เคยได้รับการเยียวยาทางจิตใจอย่างเหมาะสม จึงไม่มีใครทราบว่าครอบครัวอาจต้องเผชิญกับภาวะ Post Traumatic Stress Disorder –PTSD ตามลำพัง จึงอาจมีอาการซึมเศร้าต่อเนื่อง จนเกิดความรู้สึกสูญสิ้นความหวัง ความศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม ความรู้สึกเสียศักดิ์ศรี ไม่มีกำลังใจและความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไป จนนำมาสู่การฆ่าตัวตายในศาลสถิตยุติธรรม อย่างที่แม่เด็กและภรรยาผู้เสียชีวิตกล่าว “ถ้าศาลหน้าแพ้ก็เตรียมมาเก็บศพพี่ได้เลย” ”
โดยก่อนหน้านี้นางอังคณาโพสต์ถึงข่าวนี้ว่าได้อ่านข่าวด้วยความเศร้าสะเทือนใจ และขอไว้อาลัยกับความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมในการไม่สามารถหาพยานหลักฐานเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ นึกถึงหัวอกคนในครอบครัว หัวอกพ่อในวันที่ที่ต้องสูญเสียลูกชายที่คงเป็นทั้งความหวัง และความฝัน แต่สิ่งที่รัฐให้กับครอบครัวคงมีแค่เพียงเงิน 1 แสนบาทที่จ่ายตาม พรบ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา
“นึกถึงตัวเองในวันที่เห็นรอยยิ้มของจำเลยวันที่ศาลยกฟ้องคดีอุ้มหาย สมชาย นีละไพจิตร นึกถึง มึนอและลูกๆ วันที่ศาลไต่สวนการตาย บิลลี่ รักจงเจริญ แล้วบอกไม่ได้ว่าบิลลี่หายไปไหน มีชีวิตอยู่หรือไม่อย่างไร คิดถึงคนอีกหลายๆคนที่ต้องเผชิญหน้ากับจำเลยในคดีที่ละเมิดต่อชีวิตของคนในครอบครัวทุกวันในศาล เพื่อสุดท้ายรับฟังว่า … ไม่มีใครต้องรับผิดและรับผิดชอบต่อชะตากรรมของผู้เป็นที่รัก
“อ่านจากข่าวว่าแม้มีกล้องวงจรปิดที่บันทึกไว้ ถึงเวลาจะใช้เป็นวัตถุพยาน กล้องกลับไม่มีภาพปรากฏ ทำให้คิดถึง ชัยภูมิ ป่าแส คิดถึงน้ำตาของแม่ชัยภูมิในทุกครั้งที่เจอ และความรู้สึกละอายใจของตัวเองที่ไม่สามารถช่วยอะไรครอบครัวได้
“เรื่องนี้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคงไม่พ้นกระบวนการยุติธรรมไทย กระบวนการยุติธรรมจะตอบคำถามของครอบครัวอย่างไร กระบวนการยุติธรรมจะรับผิดชอบและ คืนความยุติธรรม คืนศักดิ์ศรี ชดใช้และฟื้นฟูเยียวยาครอบครัวให้คืนสู่ดังเดิม อย่างไร อย่าปล่อยให้ชีวิตหนึ่งที่เสียไปสร้างความระทมทุกข์จากการไม่ได้รับความเป็นธรรมให้กับอีกหลายชีวิตที่อยู่ข้างหลัง ปฏิรูปตำรวจยังทำไม่ได้จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมได้ยังไง”

