ระวัง!แก๊งปาขวดน้ำอัดลมสะพานปิ่นเกล้า โดนปิกอัพ-เก๋ง ทั้งบาดคอเย็บ 5 เข็ม กระจกแตก

26.07.18 | 12:40 น.

จากกรณีเฟซบุ๊กชื่อ “Piyaporn Tang” และ “SupachokeThaiwongworakool” โพสต์ข้อความแจ้งเตือนเพื่อนๆ ให้ระมัดระวังหากสัญจรผ่านจุดเกิดเหตุดังกล่าว พบคลิปวีดีโอ กลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวนที่ก่อเหตุใช้ขวดน้ำอัดลมชนิดขวดแก้วปาใส่รถประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า แขวงบางยี่ขันเขตบางพลัด ทำให้มีรถประชาชนได้รับความเสียหาย จำนวน 2 คัน อีกทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เหตุเกิดช่วงกลางดึกวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ที่ สน.บางยี่ขัน นายปิยวัฒน์ ตั้งกาญจนภาสน์ อายุ 25 ปี 1 ในผู้เสียหายซึ่งในวันและเวลาเกิดเหตุได้ขับขี่รถปิคอัพ ยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน 7 กฐ 2638 กรุงเทพมหานคร จากฝั่งพระนครขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า มุ่งหน้าข้ามมาฝั่งธนบุรีแล้วโดนขวดน้ำอัดลมลักษณะเป็นขวดแก้ว ลอยมากระทบกระจกหน้ารถทะลุเข้าไปถูก นายชาญวิทย์ ตั้งกาญจนภาสน์ อายุ 61 ปี ผู้เป็นบิดา ซึ่งนั่งมาคู่กันข้างคนขับจนได้รับบาดที่คอเป็นแผลฉกรรจ์ต้องเข้ารักษาอาการที่ รพ.ธนบุรี 1 โดยแพทย์เย็บแผลให้ จำนวน 5 เข็ม เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ วิฤทธิ์เตชะ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.บางยี่ขัน เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม

นายปิยวัฒน์ กล่าวเพียงสั้นๆ ก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน ว่า ยังรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ไม่หาย ขณะนี้ผู้เป็นพ่ออาการเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้เดินทางมาพบตำรวจด้วยกัน เนื่องจากติดธุระด่วนต้องเดินทางไปต่างจังหวัด วันนี้ทางพนักงานสอบสวนเรียกเข้ามาพบเพื่อขอสอบปากคำเพิ่มเติม ส่วนหลักฐานต่างๆ ทั้งภาพถ่ายรถและเศษขวดน้ำอัดลมที่ถูกปาอัดใส่กระเด็นทะลุกระจกเข้ามาทำอันตรายพ่อตน ก็ได้มอบให้กับตำรวจไปทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นพอใจการทำงานของตำรวจที่โทรศัพท์มาสอบถามและแจ้งความคืบหน้าเรื่องต่างๆ ให้ทราบ โดยเฉพาะการพยายามตรวจสอบกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด อยากให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้ อย่างรวดเร็วที่สุดเนื่องจากพฤติกรรมแบบนี้ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสุจริตชนในสังคม

ขณะที่ พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เรียกผู้เสียหายเข้ามาให้การเพิ่มเติมได้เพียง 1 ราย ส่วน นายศุภโชค ไทยวงศ์วรกุล อายุ 46 ปี ผู้เสียหายอีกคนซึ่งเป็นเจ้าของรถเก๋งยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเฟียตต้า สีแดง ทะเบียน 7 กฐ 2638 กรุงเทพมหานคร และถูกขวดน้ำอัดลมปาใส่กระจกหน้าจนได้รับความเสียหายในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น แจ้งว่า ยังไม่สะดวกมาพบเพราะติดงานประจำ โดยหลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนและฝ่ายสืบสวนชุดคลี่คลายคดีทั้ง สน.บางยี่ขัน และ กก.สส.บก.น.7 จะร่วมประชุมความคืบหน้าการทำงานอีกครั้งในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อนำหลักฐานทั้งหมดมาติดตามหาเบาะแสและจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้ต่อไป

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวมีรายงานว่า ในช่วงเวลาตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ชุดคลี่คลายคดีได้แบ่งงานกันไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งมีทั้งกล้องที่ใช้งานได้และกล้องชำรุด พบภาพรถของผู้เสียหายทั้ง 2 คัน ถูกก่อเหตุในเวลาห่างกันเพียง 16 วินาที แต่ไม่มีกล้องตัวใดจับภาพผู้ก่อเหตุเอาไว้ได้ มีเพียงภาพชายวัยรุ่นต้องสงสัย จำนวน 3 คน เดินอยู่กลางสะพานในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไปว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ อีกทั้งฝ่ายสืบสวนยังมีการแบ่งกำลังกันไปตรวจสอบตามโรงแรมต่างๆ ที่มีการให้บริการเรือสำราญล่องรับประทานอาหารในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อนำหลักฐานเศษขวดแก้วที่พบในรถทั้ง 2 คัน ไปเทียบเคียงกับขวดน้ำอัดลมที่มีอยู่บนเรือ ตามสมมุติฐานว่าอาจมีนักท่องเที่ยวเมาแล้วอุตริคึกคะนองโยนขวดขึ้นมาบนสะพานระหว่างเรือสำราญแล่นผ่านก็เป็นได้

Advertisement

วันเดียวกันสน.บางยี่ขัน พล.ต.ต.บุญญฤทธิ์ รอดมา ผบก.น.7 พร้อม พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน รอง ผบก.7 เรียกประชุมฝ่ายสืบสวน สน.บางยี่ขัน และ กก.สส.บก.น.7 หารือกรณีคลี่คลายคดีคนร้ายใช้ขวดน้ำอัดลมชนิดขวดแก้ว ปาใส่รถประชาชนได้รับความเสียหาย 2 คัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

พ.ต.อ.ชุมพล เปิดเผยว่า ขณะนี้กล้องวงจรปิดในละเเวกจุดเกิดเหตุยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ต้องขยายรัศมีในการตรวจสอบไปยังท้องที่ข้างเคียงซึ่งได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนเร่งดำเนินการแล้ว ส่วนพิกัดที่ตั้งที่คนร้ายอยู่ขณะก่อเหตุนั้น ขณะนี้เชื่อว่าเป็นไปได้ทั้งสิ้นทั้งริมสะพานฝั่งเดียวกับที่รถผู้เสียหายแล่นผ่าน และฝั่งตรงข้าม หรือขว้างปามาจากเรือสำราญใต้สะพานขณะล่องแม่น้ำแล่นผ่านก็ตาม กำลังตรวจสอบหาข้อมูลให้แน่ชัดขอเวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานสักระยะ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้นำขวดน้ำอัดลมยี่ห้อโค้ก รุ่นซีโร่ แบบฝาจีบ ขนาด 250 มิลลิลิตร ซึ่งเป็นขวดน้ำอัดลมยี่ห้อเดียวกันกับที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเข้าไปปรึกษาหารือกันในห้องประชุมด้วย นอกจากนี้ยังมีการแบ่งกำลังบางส่วนไปตรวจสอบบุคคลเร่ร่อนตามสวนหย่อม ริมบาทวิถีใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า พร้อมเชิญเข้ามาสอบถามและทำประวัติเอาไว้ โดยขณะนี้ยังไม่มีบุคคลเร่ร่อนเข้าข่ายผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด