ทนายพร้อมครอบครัว”ลูกถูกแทงดับ”ให้ปากคำตร. อยากให้พยานออกมาไม่ต้องกลัวอิทธิพล

27.07.18 | 14:54 น.

ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บก.สส.บช.น.)เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 กรกฎาคม นางเรวดี ทัฬหสุนทร และครอบครัว พร้อม น.ส.ธนพร ศิริบานเย็น ทนายความ เดินทางมาพบคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมี พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 เดินทางมาพูดคุยโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง


น.ส.ธนพร เปิดเผยว่าทางตำรวจซึ่งเป็นคณะทำงานเรียกฝ่ายโจทก์มาเพื่อพูดคุยในเรื่องคดี โดยให้ความสำคัญในเรื่องของพยาน ซึ่งอยากให้พยานที่เห็นเหตุการณ์ไม่ต้องเกรงกลัวต่ออำนาจอิทธิพล ทั้งนี้ไม่ถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะคณะทำงานอยู่ระหว่างตรวจสอบสำนวน เพื่อให้มีความรัดกุมมากขึ้น โดยจะเน้นไปที่พยาน ก่อนหน้านี้มีพยาน 7 ปาก ซึ่งเป็นพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุ ซึ่งมี นายตง ที่เป็นประจักษ์พยานสำคัญรวมอยู่ด้วย โดยหลังจากเกิดเหตุแทง นายธนิต เสียชีวิตตำรวจเรียกตัวนายณัฐพงศ์ เงินคีรี หรือโจ้(จำเลย) และนายพีรวิชญ์ ปุตตะจินารักษ์ หรือตง ประจักษ์พยานสำคัญ เข้ามาสอบปากคำทันที โดยขณะนั้นนายตง มีอาการปกติทุกอย่าง ไม่เหมือนอาการของคนมีอาการทางจิตแต่อย่างใด กระทั่งตำรวจออกหมายเรียกมาให้ปากคำเพิ่มเติม 2 ครั้งแต่ไม่มาตามนัด จึงออกหมายจับ ก่อนที่นายตง จะเดินทางเข้าพบตำรวจพร้อมบิดา โดยมีใบรักษาอาการทางจิตจาก รพ.สมเด็จเจ้าพระยา แนบมาด้วย

น.ส.ธนพร กล่าวว่า แต่ในชั้นศาลทางฝ่ายพยานได้แนบผลการตรวจจาก สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์มาใช้ในการยืนยันต่อศาลว่านายตงมีอาการทางจิต จนทำให้ศาลไม่สามารถสืบพยานได้ ซึ่งได้ตั้งข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าวว่านายตง มีอาการทางประสาทจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่เมื่อช่วงเช้าที่บิดาของนายตง เปิดเผยกับสื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่งว่า ลูกชายมีอาการทางจิตตั้งแต่ปี 2558 และเคยแย้งกับทางตำรวจแล้วว่าลูกชายไม่สามารถเป็นพยานได้ แต่ทางพนักงานสอบสวนยังยืนยันให้เป็นประจักษ์พยานและส่งสำนวนไปในชั้นศาล โดยมองว่าเป็นความผิดพลาดของทางตำรวจนั้น ทางครอบครัวและทนายฝ่ายโจทก์ รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมต่อตำรวจ และพอใจกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตั้งใจจะให้หลักฐานทุกอย่างออกมาชัดเจน ซึ่งตำรวจยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

น.ส.ธนพรกล่าวว่า ทางครอบครัวของนายธนิต ไม่คิดจะเปลี่ยนทนายความ แต่เนื่องจากตนทำคดีนี้มาตั้งแต่ปี 2559 จึงมีความรู้เรื่องคดีเป็นอย่างดี ทางครอบครัวจึงมอบหมายให้ทำคดีต่อ เพราะหากเปลี่ยนทนายใหม่ก็เหมือนเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนตัวสำหรับคดีนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษา เนื่องจาก นายธนิต เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ส่วนนายณัฐพงศ์ เรียนอยู่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยทั้งสองรู้จักกันมานาน เพราะพักอาศัยอยู่ในระแวกเดียวกัน ซึ่งในสำนวนมีเพื่อนบ้านที่ทั้งสองให้ความเคารพยืนยันว่ารู้จักกันมาก่อน ซึ่งทั้งสองเคยมีเรื่องเขม่นกันมาตลอดจากเรื่องสถาบันการศึกษาแต่ไม่เคยทะเลาะกันแต่อย่างใด กระทั่งมีคนมาบอกว่านายอาร์รีชัย หรือเบนซ์ บุดดาวงค์ ซึ่งเป็นรุ่นน้องสถาบันเดียวกันกับนายณัฐพงศ์ ถูกนายธนิต ตบหน้า หลังจากนายณัฐพงษ์ ทราบเรื่องจึงเรียกพรรคพวกไปเคลียร์ปัญหาโดยเรียกนายธนิตไปคุยในมุมอับโดยมีกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปล้อม ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายอาร์รีชัยรวมอยู่ด้วย ขณะนั้นนายตงที่เป็นพยานยืนอยู่หน้านายธนิตผู้ตาย ส่วนนายณัฐพงศ์ จำเลย ยืนอยู่หลังนายธนิต ก่อนที่นายธนิตจะล้มลง ซึ่งนายตงให้การว่าเห็นว่ามีเลือดไหลออกมาจากทางด้านหลังซ้ายของนายธนิต ก่อนที่กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดจะแยกย้ายหลบหนีไป

Advertisement

น.ส.ธนพร เปิดเผยอีกว่า ภาพวงจรปิดเผยให้เห็นกลุ่มคนดังกล่าวที่เดินออกมาจากซอย มีท่าทีแสดงความดีใจ โดยเชื่อว่ามีจำเลยมากกว่า 1 คนในคดีนี้ ทางตำรวจอยู่ระหว่างการสืบหาตัวกลุ่มคนดังกล่าว ส่วนคดีที่มีคนร้ายยิงเข้าไปในงานศพของนายธนิต เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2559 พื้นที่ สน.ห้วยขวางนั้น คิดว่าน่าจะมีส่วนเชื่อมโยงกับคดีที่ สน.ดินแดง ต้องดูสำนวนคดีให้ชัดเจนกว่านี้

ด้าน พ.ต.อ.ต่อเกียรติ พรหมบุตร ผกก.สน.ดินแดง เปิดเผยว่า ไม่ขอให้ข้อมูลในคดีนี้ และหากต้องการสอบถามความคืบหน้าให้สอบถามไปทาง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. เนื่องจากได้รายงานผู้บังคับบัญชาไปหมดแล้ว