เปิดเส้นทางเดินเรือ ‘คลองภาษีเจริญ’เชื่อม ‘คลองบางกอกใหญ่’ เที่ยวแหล่งอารยธรรมโบราณ

29.07.18 | 23:42 น.

ต้นเดือนสิงหาคม กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะขยายเส้นทางเดินเรือในคลองภาษีจากท่าเรือประตูน้ำภาษีเจริญ ไปยังท่าเรือวัดกำแพงบางจาก ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร (กม.) เพื่อเปิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวและ
บริการนักท่องเที่ยว ในวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ซึ่งแต่เดิมต้องเช่าเหมาเรือหางยาว
ลำละ 1,000-1,500 บาท อาจแพงไปสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย เพื่อเยี่ยมชมโบราณสถานอันเก่าแก่ในคลองบางกอกใหญ่ หรือที่เรียกว่า “คลองชักพระ”

สำหรับการเหมาเรือมายังปลายทางวัดกำแพงบางจากมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ทางผ่านของเรือที่แล่นไปยังตลาดน้ำตลิ่งชัน “มติชน” มีโอกาสลงเรือภาษีเจริญร่วมสำรวจการขยายเส้นทางเรือ นำโดย สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯกทม. และผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) พบบรรยากาศตลอดสองฝั่งคลองยังมีบ้านไม้เก่าสมัยโบราณให้เห็นวิถีชีวิตริมน้ำตามคำบอกเล่าว่าย่านนี้เป็นชุมชนเก่าสมัยอยุธยา

ผู้บริหาร สจส.บอกว่า สำหรับโครงการเดินเรือคลองภาษีเจริญ ได้ว่าจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) เป็นผู้บริหารจัดการ โดยครั้งแรกเมื่อเมษายน 2559 ปัจจุบันเส้นทางการเดินเรือตั้งแต่ท่าเรือวัดปากน้ำภาษีเจริญ-ท่าเรือเพชรเกษม 69 มีความยาวประมาณ 11.5 กม.

ประกอบด้วย 15 ท่าเรือ คือ ท่าเรือประตูน้ำภาษีเจริญ ท่าเรืออู่รถเมล์สาย 9 ท่าเรือสะพานประชารัฐ ท่าเรือสะพานตากสิน-เพชรเกษม ท่าเรือวัดอ่างแก้ว ท่าเรือเพชรเกษม 35 ท่าเรือเพชรเกษม 37 ท่าเรือเพชรเกษม 39 ท่าเรือวัดนิมมานรดี ท่าเรือเกษตรบางแค ท่าเรือวัดม่วง และท่าเรือเพชรเกษม 69 โดยมีอัตราค่าบริการ 15 บาทตลอดสาย และให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น.

Advertisement

ในปี 2561 ได้รับงบประมาณเพื่อก่อสร้างท่าเรืออีก เนื่องจากตั้งแต่ท่าเรือวัดนิมมานรดีถึงท่าเรือเพชรเกษม 69 ท่าเรือมีระยะห่างกันค่อนข้างมาก ทำให้ประชาชนเดินทางได้ลำบาก จึงต้องเพิ่มช่องทางการเข้าถึงและเพื่อให้การเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้าบีทีเอส) ส่วนต่อขยายสายสีลมได้

“ปัจจุบันได้ว่าจ้างบริษัท ทริโอ ไบร์ท จำกัด ดำเนินโครงการก่อสร้างท่าเรืออีก 4 แห่ง คือ ท่าเรือเพชรเกษม 41 ท่าเรือหมู่บ้านสุขสันต์ ท่าเรือเพชรเกษม 53 และท่าเรือบ้านขิง เริ่มสัญญาก่อสร้างเมื่อวันที่ 17 เมษายน จะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 13 ตุลาคม 2561 กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 180 วันจึงจะแล้วเสร็จ ขณะเดียวกัน กทม.ยังได้รับมอบท่าเรือจากเอกชน 1 ท่า คือ ท่าเรือเดอะนิช ถัดจากท่าเรือเพชรเกษม 39 หากแล้วเสร็จจะมีท่าเรือรวม 20 ท่า” ผู้บริหาร สจส.ระบุ

ด้านรองผู้ว่าฯกทม.เผยว่า ข้อมูลสำรวจพบนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางกันมากช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ จึงมีแผนเพิ่มความยาวเส้นทางจากท่าเรือประตูน้ำภาษีเจริญไปยังท่าเรือกำแพงวัดบางจาก สำหรับวัดกำแพงบางจาก เป็นโบราณสถานและมีตลาดน้ำคลองหลวง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณซอยเพชรเกษม 20 ถนนเพชรเกษม แขวงบางจาก เขตภาษีเจริญ แม้สามารถเดินทางมากับรถยนต์ได้แต่ไม่นิยม เพราะทางเข้าคับแคบ ไม่ค่อยมีสถานที่จอดรถ หากมีการให้บริการทางเรือจะทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ เพราะสามารถเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าลงสถานีบางหว้า ก่อนเดินทางมาต่อเรือที่ท่าเรือสะพานตากสิน-เพชรเกษม และเดินทางไปยังท่าเรือวัดกำแพงบางจากได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันระหว่างทางจะปรับปรุงท่าเรือสะพานบางไผ่ที่จมอยู่ เพื่อเป็นจุดพักรับผู้โดยสาร

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายเส้นทางเดินเรือจากท่าเรือประตูน้ำภาษีเจริญ ออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อข้ามไปยังฝั่งพระนครให้เชื่อมกับท่าเรือด่วนราชินีได้ แต่เนื่องจากบริเวณนั้นมีประตูระบายน้ำปิดกั้นอยู่ ไม่สามารถทำให้เดินเรือผ่านไปได้ ต้องมีการเปลี่ยนเรือเพื่อเชื่อมต่อเส้นทาง หรือเคลื่อนเรือตามเวลาเปิด-ปิดประตูน้ำรอบละ 30 นาที ขณะที่บริเวณท่าเรือท่าเรือเพชรเกษม 69 ก็จะขยายเส้นทางเดินเรือเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน โดยได้รับจัดสรรงบประมาณเมื่อปี 2559 ก่อสร้างท่าเรือเพิ่มเติมอีก 4 ท่าเช่นเดียวกัน คือ ท่าเรือวัดหลักสาม ท่าเรือแฟลต กทม. ท่าเรือเพชรเกษม 81 และท่าเรือวัดหนองแขม ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ

“แนวทางการการส่งเสริมการท่องเที่ยว กทม.จะไม่เปลี่ยนหรือสร้างใหม่สิ่งเดิมที่มีอยู่ เพราะสิ่งเดิมที่มีอยู่ภายในที่ไม่มีเติมแต่งใดๆ ถือเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แล้ว แต่จะประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักการโยธาปรับปรุงทางเดินริมคลองบางกอกใหญ่ให้สวยงาม โดยติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) สำนักวัฒนธรรม ท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้มาศึกษารายละเอียดแนวทางการปรับพื้นที่ให้สวยงามเป็นสัดส่วน โดยไม่ให้กระทบต่อโบราณสถานซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร” นายสกลธีกล่าว

ขณะที่ พระครูศรีปริยติยานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดกำแพงบางจาก กล่าวว่า คำบอกเล่าสืบทอดกันมาว่าวัดกำแพงบางจากเป็นของเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ในเขตธนบุรีคู่กับชุมชน ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นวังพระเจ้าตาก ต่อมามีขุนนางเชื้อสายจีนของกรมท่าซ้าย เป็นผู้ออกทุนทรัพย์บูรณะวัดและปฏิสังขรณ์อย่างยิ่งใหญ่ ใน
รัชสมัยที่ 3 และยังมีพระพุทธรูปสมัยอยุธยาถูกขนย้ายทางน้ำมากับแพ มาไว้ในพระวิหารของวัดจำนวนกว่า 20 องค์ และเมื่อมีก่อสร้างวัดพื้นที่โดยรอบ พระพุทธรูปบางส่วนก็ถูกเคลื่อนย้ายไปประจำวัดต่างๆ เดิมมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาเยี่ยมชมภายในวัด โดยเฉพาะผู้สนใจการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งในอดีตคลองท่าหลวงมีการค้าขาย แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ทางวัดจึงเปิดให้เป็นพื้นที่ตลาดน้ำเพื่อเปิดให้ชาวบ้านในละแวกมาร่วมค้าขายสินค้าชุมชน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะอยากให้ชาวบ้านมีอาชีพ

“หาก กทม.จะขยายเส้นทางเรือเพิ่มเติมมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะผู้คนจะได้มาเที่ยวชมโบราณสถานภายในวัด ซึ่งยังคงไว้สภาพเดิมไม่มีการบูรณะให้เปลี่ยนไปเป็นแบบสมัยใหม่เหมือนวัดทั่วไป เพราะอาจด้วยเป็นวัดขนาดเล็กและห่างไกลจากถนนสายหลัก ทั้งพระพุทธรูปโบราณภายในวิหาร จิตรกรรมบนฝาผนัง หน้าบันอุโบสถ โดยเฉพาะการใช้ลายดอกพุดตาน ใบโพธิ์และกลีบบัวซ้อน บ่งบอกถึงฝีมือช่างชั้นสูงก็ยังคงสภาพไว้ตั้งแต่โบราณ ซึ่งจะหาชมได้ภายในวัดกำแพงบางจากเท่านั้น เพราะวัดอื่นถูกทำลายสิ้น รวมถึงเจดีย์ปรางค์ แม้สภาพจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่หากศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าเป็นการก่อสร้างที่จะพบเห็นได้ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น” เจ้าอาวาสเล่า

ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดลองเดินเรือ ซึ่งในอนาคตจะทำให้เกิดความสะดวกเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และคนรุ่นหลังเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์

 

นฤมล รัตนสุวรรณ์
[email protected]