หน้าแรก ในประเทศ เสวนาชี้เขื่อ...

เสวนาชี้เขื่อนใหญ่ไทยไม่น่าห่วง กังวลเขื่อนกลาง-เล็ก ให้ อบต.ดูแล

31.07.18 | 16:10 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “เขื่อนแตก เรื่องของลาว กับ เรื่องของเรา” ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

ผศ.ดร.อนุรักษ์ ศรีอริยวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัญหาเขื่อนพังอันดับหนึ่งคือน้ำล้นสันเขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนดิน อีกปัญหาคือฐานรากไม่ดีและการสไลด์ของชั้นดิน ในการออกแบบคือต้องไม่ให้น้ำล้นสันเขื่อนได้โดยเฉพาะเขื่อนหลัก จึงมีการออกแบบให้ล้นที่ Saddle Dam ในกรณีฉุกเฉิน ส่วนที่ลาวคือ Saddle Dam พัง แต่ที่เห็นคือน้ำยังไม่ล้นสันเขื่อน เพิ่งล้นสันสปิลเวย์ไป มีรายงานข่าวว่าน้ำที่ไหลออกมามีปริมาณน้ำ 5 พันล้าน ลบ.ม. ทั้งที่เขื่อนเก็บได้แค่ 1 พันล้าน ลบ.ม. จึงคาดว่าน่าจะมีน้ำแค่ 500 ล้าน ลบ.ม. ความจุของเซเปียน-เซน้ำน้อยในทางชลประทานจัดเป็นเขื่อนใหญ่ สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ในไทยผมไม่เป็นห่วง ที่น่าห่วงคือเขื่อนขนาดกลางกว่า 800 แห่ง และขนาดเล็กที่อยู่ในการดูแลของ อบต. เพราะมีการดูแลน้อย

“มีคำถามว่า เมื่อเขื่อนที่ลาวแตกแล้วจะทำให้ไม่มีการสร้างเขื่อนต่อหรือไม่ เขื่อนช่วยเรื่องป้องกันน้ำท่วม 5-10% เท่านั้น ในไทยเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเรื่องรอง ตอนนี้มีเพื่อเป็นน้ำใช้ช่วงหน้าแล้งเป็นหลัก เมื่อประชากรประเทศไทยมากขึ้น ทรัพยากรน้ำกำลังจะถึงจุดสมดุลระหว่างจำนวนคนกับปริมาณน้ำหน้าแล้ง ช่วงปี 2557-2559 ที่เกิดปัญหาภัยแล้ง เพราะไม่มีน้ำในเขื่อน ถ้ากลัวเขื่อนแตกแล้วไม่สร้างเขื่อนนั้นจะสมควรหรือไม่ ประเทศไทยจะเจอภาวะภัยแล้งกับน้ำท่วมสลับกันทุก 6 ปี จากบทเรียนเขื่อนแตกน่าสนใจว่าจะมีรายงานตามมาว่าถ้าเขื่อนในไทยแตกจะกระทบอะไรบ้าง เช่น ถ้าเขื่อนศรีนครินทร์แตก ตัวเมืองกาญจนบุรีจะจมใต้น้ำ 4 เมตร ใน 4 ชั่วโมง ซึ่งอพยพไม่ทัน เราจำเป็นต้องมีข้อมูลระยะยาว 30 ปีขึ้นไปครอบคลุมทั้งประเทศและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง” ผศ.ดร.อนุรักษ์กล่าว