สำนักข่าว ABC News ได้ทำวิดีโอสารคดี “ONE WAY OUT” เรื่องปฏิบัติการช่วยชีวิตทีมหมูป่าที่ถ้ำหลวง โดยเฟซบุ๊ก WaenPloy Chitt-amphai ได้สรุปเนื้อหาว่าเป็นสารคดีที่ภาพสวย มีความประณีตในการถ่ายทำ ดนตรีประกอบดี โดยมีฟุตเทจภาพธรรมชาติของวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนที่มีความสวยงาม โดยมีการสัมภาษณ์ทั้งทีมช่วยเหลือจากต่างประเทศ รวมถึงทีมคนไทย อาทิ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตผู้ว่าฯเชียงราย พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ผบ.หน่วยซีล พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน หรือ หมอภาคย์ ผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ที่ 3
มีเนื้อหาเพิ่มเติมโดยสรุปดังนี้
พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว ผบ.หน่วยซีล ให้สัมภาษณ์ว่าสาเหตุการเสียชีวิตของน.ต.สมาน กุนัน หรือจ่าแซม เพราะท่ออากาศหลุดจากปาก แล้วหาไม่เจอเนื่องจากทัศนวิสัยในน้ำมืดสนิท และเอาท่อสำรองออกมาใช้ไม่ทันเวลา
นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตผู้ว่าฯเชียงราย ระบุว่าการเสียชีวิตของน.ต.สมานทำให้ทุกคนเศร้ามาก เหมือนโลกทั้งใบได้พังลง


ส่วนบทสัมภาษณ์ทีมนักดำน้ำหลัก 4 คน ครั้งนี้ คริสโตเฟอร์ จีเวลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำของ BCRC ซึ่งไม่ค่อยออกสื่อได้มาร่วมให้สัมภาษณ์ด้วย ด้าน เจสัน มาลินสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำในถ้ำชาวอังกฤษให้สัมภาษณ์ว่าเขาคาดการณ์ว่าเด็กอาจจะรอดชีวิตไม่ครบทุกคน กังวลว่าจะมีผู้เสียชีวิตระหว่างนำตัวออกมา
“จริงๆเจสันพูดหลายรอบแล้วในหลายๆสื่อ และก็เป็นสาเหตุหนึ่งด้วยที่เจสันผุดไอเดียขึ้นมาว่า น่าจะให้เด็กๆได้เขียนข้อความถึงพ่อแม่ข้างนอก เพราะเอาจริงๆก็คือ ไม่รู้ว่าใครจะได้ออกไปเจอพ่อแม่อีกบ้าง” เฟซบุ๊ก WaenPloy ระบุ

เช่นเดียวกับ พันจ่าอากาศโท เดเร็ค แอนเดอร์สัน ผู้บังคับบัญชาปฏิบัติการดำน้ำของสหรัฐฯ เองก็คาดว่าจะมีเด็กเสียชีวิต 3-5 ราย
“ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแนะนำเป็นเสียงเดียวกันว่าควรให้เด็กอยู่ในนั้นจนหมดฤดูฝน เอาออกมาทางน้ำเสี่ยงเกินไป ซึ่งทีแรกทีมไทยก็ลังเล แต่ทีมทหาร US เป็นคนเตือนและสนับสนุนว่ารอไม่ได้ เนื่องจากฝนจะมา, ออกซิเจนในถ้ำเหลือน้อย, เด็กจะป่วยติดเชื้อ, จะเอาคนดำน้ำลำเลียงอาหารเข้าไปให้ทุกวันไม่ไหว และอื่นๆอีกมากมาย ทีมไทยฟังแล้วเห็นด้วยเลยตัดสินใจปฏิบัติการดีเดย์
“ทุกความสำเร็จต้องมีการซ้อม ซ้อมแล้วก็ซ้อม ปฏิบัติการในถ้ำมีการซักซ้อมกันตรงลานกว้าง โดยเอาเก้าอี้พลาสติกมาวางแทนจุดโถงทั้ง 9 จุด, เอาเชือกฟางมาขึงเก้าอี้แทนเชือกนำทาง, เอาขวดน้ำใส่น้ำมาวางตามจุดแทนถังอากาศให้ตรงจำนวนถังที่ใช้ เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพภารกิจว่าตรงไหนมีอะไรๆเป็นภาพเดียวกัน และเพื่อให้นึกออกว่าถ้าทำจริงมันจะเวิร์คไหม (ส่วนผู้ว่าก็คงซ้อมแผนลำเลียงรถพยาบาล,ฮอ,ทีมหมอ อยู่อีกฟาก มันออกมาดูดีให้คนชื่นชมได้ไม่ใช่ทำในครั้งเดียวแต่มันต้องซ้อมแล้วซ้อมอีกจริงๆ”
“ทหาร US โชว์ระบบเชือกรอกที่เอาไปติดตั้งในถ้ำเพื่อลำเลียงน้องให้ดูแบบใกล้ๆด้วยและมีฟุตเทจที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแต่รูปภาพตอนที่เอาเด็กผู้ชายไปซ้อมดำน้ำในสระว่ายน้ำโรงเรียน แต่อันนี้มีเป็นคลิป”

คริสโตเฟอร์ จีเวลล์ ระบุว่าพอเข้าไปเจอเด็กครั้งแรกก็แปลกใจว่าทำไมนิ่ง อยู่กันสงบๆ ไม่มีอาการกลัวหรือตื่นตระหนก ทุกคนดูมีความมั่นใจ อยู่กับซีล 4 คน แล้วก็ให้เลือกกันเองว่าใครจะออกก่อนหลัง ซึ่งหมอภาคย์ก็ได้ทำหน้าที่นี้อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วในการอธิบายหลักทฤษฎีบ้านไกลไปก่อน เพื่อปั่นจักรยานไปบอกข่าวให้เพื่อนๆ
“หัวใจของการจะให้เด็กรอดคือต้องเคลื่อนที่ให้เร็ว ยิ่งอยู่ในน้ำนานความเสี่ยงก็ยิ่งมาก เจสันบอกว่า ตลอดทางในการดำที่มองไม่เห็นทางเลยแม้กระทั่งมือตัวเองยื่นออกไปข้างหน้า เอามือนึงจับเชือก อีกมือหิ้วเด็ก และต้องคอยดูตลอดว่าน้องยังหายใจอยู่รึเปล่า และหวังว่ายาจะไม่หมดฤทธิ์ก่อนถึงจุดถัดไป และหวังว่าเด็กจะไม่หยุดหายใจระหว่างทาง ทำทั้งหมดนี่ในเวลาเดียวกัน เขาบอกว่ามันเป็นความรับผิดชอบที่ใหญ่มาก พอทำคนแรกได้สำเร็จ เด็กยังหายใจ ทุกทีมทุกคนดีใจกันมากว่าแผนที่วางไว้และซักซ้อมกันมามันใช้ได้ผล ตอนเอาน้องคนสุดท้ายออกมา (น้องมงคล ที่ตอนนั้นชาวไทยลือกันว่าออกคนแรก) น้องตัวผอมตัวเล็กหน้ากากไม่พอดี ใส่หน้ากากแล้วหลวมเหลือที่ว่างเยอะ สุดท้ายเลยต้องใช้หน้ากากอีกแบบ ซึ่งก็ไม่ดีเหมือนกัน แต่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เจสันต้องพยายามประคองหัวน้องไว้แนบตัว และระวังไม่ให้น้องกระแทกหิน เพราะถ้ากระแทกแล้วหน้ากากหลุดในน้ำก็คือตายทันที เลยใช้วิธีเอาหัวน้องแนบไว้ประมาณอก แล้วให้หัวของเค้าเองยื่นออกไปด้านหน้า เพื่อที่ว่าถ้ากระแทกหิน หัวเขาจะโดนก่อน”
ซึ่งนักข่าวที่สัมภาษณ์ถามว่า “แล้วคุณจำได้ไหมว่ากระแทกโดนหินไปกี่ครั้ง?” เจสันตอบว่า “หลายครั้ง”
คริสโตเฟอร์ จีเวลล์ เล่าว่าตอนเอาตัวออกมาจากโถง 4 ไปโถง 3 มีครั้งหนึ่งที่ต้องเข้าช่องแคบที่หลังเกือบชิดเพดาน และอกเกือบชิดพื้น เลยต้องเปลี่ยนท่าในการอุ้มน้อง พอพ้นช่วงแคบไปแล้วก็จะเป็นทางลาดลงเนิน ต้องเปลี่ยนท่าจากอุ้มน้องมือซ้ายมาเป็นมือขวา แล้วระหว่างนั้นก็คือต้องปล่อยเชือกนำทางแปปหนึ่ง พอสลับน้องมาได้เสร็จ เชือกกลับหาย ควานหาเชือกก็ไม่เจอ ในน้ำมืดสนิท เขาหาไปเรื่อยๆจนไปเจอสายไฟหรือสายเคเบิลก็เลยเกาะสายนี้ดำต่อมา แต่พอโผล่ขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าตัวเองดำย้อนกลับมาโผล่โถง 4 ที่เดิม เพราะหลงทิศ หมอแฮร์ริสกับทีมเห็นก็เลยเอาเด็กไปจากเขา (วันที่สามหมอแฮร์ริสเข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วจะออกมาทีหลัง) หมอเช็คแล้วเห็นว่าเด็กเริ่มตัวเย็น อุณหภูมิลด ต้องรีบเอาออกไป หมอแฮร์ริสจึงดำน้ำเอาน้องออกไปเอง แล้วคริสดำตามหลังติดๆ เพื่อคอยช่วยถ้ามีปัญหาแบบเขาเจอ ซึ่งคริสเป็นคนที่ถูกเรียกเข้าไปทำงานจริงในวันท้ายๆจึงไม่คุ้นทางเท่าคนอื่นและหมอแฮร์ริสต้องออกมาอยู่แล้วพอดีเพราะเป็นเด็กคนสุดท้าย
“สารคดีถ่ายมาจนถึงเมื่อทีมหมูป่าบวช และเก็บรายละเอียดทุกขั้นตอน ผู้สื่อข่าวบอกว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิเด็กทางด้านจิตใจอย่างดีมาก แต่สื่อต่างชาติไม่เข้าใจการบวช พยายามนำเสนอว่าน้องๆต้องบวชเณรเพื่อทำให้จิตใจสงบ จากการผ่านความทุกข์ ความเศร้ามา เขาคงไม่เข้าใจเรื่องของการบวชทดแทนคุณ หรืออุทิศส่วนกุศล
“ตอนจบทั้งนักข่าวและทหารอเมริกันบอกว่า เรื่องมันเหลือเชื่อมากๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ อาจจะเป็นเจ้าแม่นางนอน หรือพระ หรือพระเจ้า ก็แล้วแต่ ที่ช่วยให้ปั๊มน้ำทำงานได้ดีจนกระทั่งเด็กออกมาครบสิบสามคน พอเด็กออกหมดปุ๊บ ปั๊มก็พังท่อก็แตกทันที ระหว่างภารกิจทั่วโลกส่งคำอธิษฐานขอพระเจ้า คนไทยก็ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในป่าเขา จะอะไรก็แล้วแต่ไม่มีใครรู้แต่ที่แน่ๆมันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเหมือนปาฏิหาริย์จริงๆ”


