เมื่อวันที่ 15เมษายน นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางยะลาก่อเหตุทะเลาะวิวาท เมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้รายงานต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าได้เกิดเหตุผู้ต้องขังทะเลาะวิวาทภายในเรือนจำกลางยะลานั้น เกิดมาจากผู้ต้องขัง 2 กลุ่ม คือกลุ่มยะลากับกลุ่มตรัง มีปัญหาทะเลาะวิวาทกันภายในเจ้าหน้าที่ได้เข้าระงับเหตุในทันที แต่เกรงว่าสถานการณ์จะบานปลายจึงได้แจ้งกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เพื่อมาเตรียมพร้อมบริเวณหน้าเรือนจำโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดยะลามาร่วมสังเกตการณ์ เหตุเกิดประมาณ 10.00 น. กระทั่งเวลา10.45 น. และถอนกำลังกลับเวลา 11.10 น.โดยไม่ได้เข้าไปภายในเรือนจำแต่อย่างใด
โฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จากการสอบข้อเท็จจริง เมื่อคืนวันที่ 13 เมษายน ผู้ต้องขังชื่อ นักโทษชาย(นช.)วิรัตน์ ที่ย้ายมาจากตรังได้จามใส่หน้านช.มาหาดี และนช.มาหาดี ได้ต่อย นช.วิรัตน์ฯ 1 ครั้ง แต่ไม่มีการโต้ตอบ ต่อมาวันที่14 เมษายน เวลาประมาณ10.00น. นช.วิรัตน์ นำพรรคพวกมารุมทำร้าย นช.มาหาดี จึงทำให้เกิดเหตุชุลมุน มีผู้ต้องขังได้รับบาดเจ็บถูกแทงด้วยเหล็กแหลมที่ด้านหลัง 2 แผลนำส่งโรงพยาบาลยะลา อาการปลอดภัย และบาดเล็กน้อย 9 คน และ เวลา 12.30 น. ได้ทำการแยกผู้ต้องขังแต่ละฝ่ายเรือนเข้านอนเรียบร้อย ปัจจุบันเหตุการณ์ปกติสามารถควบคุมสถาณการณ์ได้ไม่มีเหตุบานปลายและข้อต่อรองใดๆทั้งสิ้น ขณะนี้ สามารถปล่อยผู้ต้องขังให้สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติภายในเรือนจำแล้ว ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่า มีผู้ร่วมก่อเหตุประมาณ 10 ราย ส่วนรายใดเป็นผู้ทำร้ายร่างกายผู้ต้องขังอื่นจนได้รับบาดเจ็บทางเรือนจำกลางยะลาจะไปดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีต่อไป รวมทั้งจะต้องถูกดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขังตั้งแต่ถูกลดชั้น ตัดสิทธิลดวันต้องโทษ และตัดสิทธิญาติเยี่ยม เป็นต้น
ทั้งนี้เรือนจำกลางยะลาเป็นเรือนจำที่มีอำนาจควบคุมผู้ต้องขังจังหวัดยะลาและอ.เบตงที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 30 ปี ส่วนผู้ต้องขังที่ถูกนำมาจากจังหวัดตรังนั้น เนื่องมาจากความแออัดของผู้ต้องขัง จึงจำเป็นต้องมีการระบายเพื่อเป็นการบริหารจำนวนผู้ต้องขังเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน

