เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอคองคอร์ด กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดสัมมนาเพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชนในการร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงเขียวใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) และช่วงเขียวเหนือ (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมรับฟังและเสนอข้อคิดเห็นก่อนการตัดสินใจร่วมลงทุนตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 โดยมีภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศแบ่งเป็น 8 รายร่วมรับฟัง อาทิ บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอสซี) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีอีเอ็ม) บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) (ดอนเมืองโทลล์เวย์) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) เป็นต้น



นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้ง 2 ช่วงเป็นเส้นทางสายหลักที่สำคัญด้านเศรษฐกิจ เชื่อมต่อการเดินทางและคมนาคมจากกรุงเทพมหานครไปสู่พื้นที่ปริมณฑล รองรับกลุ่มโดยสารในกลุ่มเขตที่อยู่อาศัยชานเมืองตอนเหนือและใต้ของกรุงเทพมหานคร ลดการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลแก้ไขสภาพการจราจรติดขัด ขณะนี้ ก่อสร้างแล้วเสร็จ ยังเหลืองานระบบซึ่งจะเปิดทดลองเดินรถ ทดสอบรางและระบบในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561 ก่อนเปิดให้บริการประชาชนภายในเดือนธันวาคม 2561 ส่วนช่วงเขียวเหนือ ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้าง กำหนดเปิดให้บริการประชาชนในปี 2563
นายดุษฎี สถิรเศรษฐทวี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและงานบำรุงรักษา อธิบายว่า กทม.ได้รับทรัพย์สินและการบริหารจัดการโครงการส่วนต่อขยาย ซึ่งมีภาระงบด้านงบประมาณจึงถ่ายสินทรัพย์หนี้สินการก่อสร้างเพื่อให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนและไม่เป็นภาระต่องบประมาณ โดยภาระที่กทม.ต้องรับผิดชอบ ประกอบด้วย งานด้านโยธา เงินตั้งต้น 44,429.83 ล้านบาท ดอกเบี้ย 28,767.65 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมเงินกู้ 1,284.32 ล้านบาท งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล เงินตั้งต้น 22,560.79 ล้านบาท ค่าดอกเบี้ย 8,418 ล้านบาท งานด้านบริหารจัดการเดินรถ ซึ่งได้ว่าจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) และเคทีได้ให้สัมปทานบีทีเอสเดินรถจนถึงปี 2585 ทั้งนี้ คาดการณ์ตัวเลขจำนวนผู้โดยสารช่วงเขียวเหนือสูงสุด 3.7 แสนคนต่อวัน ส่วนเขียวใต้ 1.9 แสนคนต่อวันและจะมีจำนวนผู้โดยสารสูงขึ้นช่วงปี 2575-2585 ช่วงสายเขียวเหนือ 0.643% และสายเขียวใต้ 0.688% โดยเฉพาะเส้นทางเขียวเหนือคาดผู้โดยสารจะหนาแน่นและเบาบางช่วง 3-4 สถานีสุดท้าย ทั้งนี้ คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจนถึงปี 2584 ทั้งสองสายจำนวน 20,582 ล้านบาท

