เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่จังหวัดภูเก็ต พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผบก.ทท.3 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พ.ต.อ.โอฬาร เอี่ยมประพาส รองผบก.ทท.3 พ.ต.อ.ธงชัย วิไลพรหม ผกก.2บก.ทท.3 พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิรัตน์ รองผกก.สายตรวจ สนธิกำลังตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภ.จว.ภูเก็ต กรมเจ้าท่า อุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต เปิดปฎิบัติการดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ตามมาตรการด้านความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวทางทะเลปูพรมตรวจ 4 จุด พร้อมกันนี้ได้นำคณะสื่อมวลชนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนประกอบด้วย เฮดไลน์ ไทยแลนด์ ,ไชน่า เรดิโอ, พีเพิลเดลี่ ,ซินเสียนเยอะเป้า ,แอด ม่านกู่ และเน็ตอีส ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำที่ชาวจีนติดตามข่าวสารในประเทศไทย ลงตรวจสอบมาตรฐานของเรือให้บริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตรวมถึงอู่ต่อเรือ
โดยจุดแรกเป็นท่าเรือฉลองได้นำกำลังตำรวจท่าเรือฉลอง เพื่อตรวจสอบจุดจอดเรือและความพร้อมในการตรวจสอบเรือก่อนปล่อยนักท่องเที่ยวออกไปท่องเที่ยวตามเกาะแก่งและดำน้ำดูปะการัง จากนั้นเดินทางต่อไปที่อู่ต่อเรือ โบ้ทลากูน ซึ่งเป็นอู่ต่อเรือที่เรือซิเรนาต้า หนึ่งในเรือที่ประสบอุบัติเหตุเรือล่มแต่ไม่ได้มีผู้เสียชีวิต จากนั้นก็ได้นำผู้เชี่ยวชาญการต่อเรือระดับประเทศ นายช่างต่อเรือ เข้าตรวจสอบเรือซิเรนาต้าเพื่อหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่แท้จริง
จุดที่สามเป็นโรงกลึงธนวัฒน์ ซึ่งเป็นสถานที่ต่อเรือฟินิกส์ ซึ่งปัจจุบันได้ปิดตัวไปแล้ว จุดที่สามคืออู่ต่อเรือรัตนชัย และจุดที่สี่คืออู่ต่อเรือ ซึ่งรับต่อเรือฟินิกส์
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากกรณีเรือนำเที่ยวประสบอุบัติเหตุเรือล่มจนทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิต 46 คน ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และเกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างมาก เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของการท่องเที่ยว และผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวมีความมั่นใจ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมเจ้าท่า กองทัพเรือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน กำหนดแนวทางในการปฏิบัติจัดระเบียบการนำเรือท่องเที่ยวออกไปตามเกาะแก่ง โดยกำหนดให้คนขับเรือนายท้ายเรือต้องแจ้งชื่อ และรายละเอียดของตัวเรือ รวมถึงจำนวนผู้โดยสารที่แน่ชัด รวมถึงพิกัดที่จะไปท่องเที่ยว ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งประกอบด้วยเจ้าท่าจังหวัด ตำรวจท่องเที่ยวและฝ่ายปกครอง ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่ในบริเวณดังกล่าวทราบก่อนออกเรือทุกครั้ง นอกจากนั้นยังไปตรวจสอบมาตรฐานตัวเรือและการประกอบเรือโดยกำหนดว่าจะต้องมีแบบพิมพ์เขียวของเรือทุกลำที่ผ่านการตรวจสอบโดยให้เจ้าหน้าที่ลงลายเซ็นต์รับรองมาตรฐานทุกลำ และหากเกิดปัญหากับเรือลำใด ผู้ตรวจสอบเรือต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย หากเรือที่เกิดเหตุไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
“หลังเกิดเหตุได้บูรณาการตรวจสอบมาตรฐานของเรือซึ่งมีอยู่กว่า 400 ลำ โดยขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 200 ลำ พบเรือที่มีปัญหา 10 ลำซึ่งได้สั่งให้หยุดกิจการไปแล้ว ส่วนการดำเนินการตรวจสอบท่าเรือซึ่งมีอยู่กว่า 24 แห่งนั้น ขณะนี้ได้สั่งให้มีเจ้าหน้าที่ประจำจุด 4 ฝ่ายประกอบด้วยตำรวจท่องเที่ยว ไลฟ์การ์ด กรมเจ้าท่า และกองทัพเรือ หากไม่ได้รับอนุมัติก็จะไม่มีสิทธิ์ออกเรือจากท่า เช่นเดียวกับอู่ต่อเรือซึ่งมีอยู่ 13 แห่งทั่วเกาะภูเก็ต ขณะนี้ได้มีการตรวจสอบการต่อเรือทุกลำโดยให้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า เป็นผู้ตรวจสอบหากเกิดปัญหากับตัวเรือที่ผ่านการตรวจสอบกรมเจ้าท่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มได้รับการตอบรับในแนวทางที่ดีขึ้น หลังจากทัวร์จีนแห่ยกเลิกการเดินทางกว่าร้อยละ20 ซึ่งมาตรการในครั้งนี้จะเป็นการกระตุ้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง “รองผบช.ทท.กล่าว
ในส่วนผู้เชี่ยวชาญการต่อเรือ แสดงความเห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้เรือเซเรนาต้าล่ม เป็นเพราะน้ำเข้าจากท้ายเรือสู่ห้องเครื่องที่มีระบบไฟทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรเรือสูญเสียการบังคับ นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติไปกว่านั้นคือเรือลำนี้ถูกต่อมาใช้สำหรับเป็นเรือสำราญ ซึ่งมีน้ำหนักบรรทุกคนไม่เกิน 10 คน แต่กลับถูกนำมาดัดแปลงเป็นเรือท่องเที่ยว ที่มีน้ำหนักบรรทุกถึง 55 คน ขณะที่เรือฟีนิกซ์พบว่ามีการสร้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานกำหนดหลังจากการดูพิมพ์เขียวของเรือคู่แฝดพบว่าเรือฟีนิกซ์มีปัญหาตั้งแต่ตัวโครงสร้างไปจนถึงระบบควบคุม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวหนีออกมาไม่ทัน เมื่อน้ำเข้าเรือ



