ปีใหม่ไทย มอบสวัสดิการบำนาญถ้วนหน้าให้ประชาชน

16.04.16 | 11:55 น.

ทําไมต้องจัดสวัสดิการถ้วนหน้า นับเป็นคำถามสำคัญในประเทศแห่งนี้ คำตอบคือ เพราะประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีลักษณะรวยกระจุก จนกระจาย คือคนรายได้ต่ำที่สุดอยู่ที่ 5,000 บาทเดือน รายได้ปานกลางเฉลี่ย 26,000 บาท/เดือน ส่วนคนรายได้สูงที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 68,000 บาท/เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรเพียงร้อยละ 10 (ข้อมูลจาก การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ.2556) ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะเก็บออมเพื่อบำนาญของตนเองในอนาคต

นอกจากนี้แล้ว ยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างการจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อจัดสวัสดิการบำนาญให้ประชาชนต่างกัน

จากกราฟภาระค่าใช้จ่ายของรัฐด้านสวัสดิการชราภาพที่นำเสนอโดย ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา แสดงให้เห็นว่า ในปี 2556 รัฐใช้งบประมาณจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ข้าราชการถึงร้อยละ 71 (บำเหน็จบำนาญและ กบข.) ขณะที่จ่ายเป็นเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเพียงร้อยละ 22 หากคิดเป็นตัวเงิน ในปี 2556 รัฐใช้เงินสำหรับสวัสดิการชราภาพ 259,485 ล้านบาท

ในจำนวนนี้จ่ายเบี้ยยังชีพราวๆ 60,000 ล้านบาทสำหรับคนอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 7 ล้านคน (ไม่รวมข้าราชการบำนาญ) ที่เหลืออีก 180,000 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหาร ไม่มีข้อมูลว่ามีกำลังพลเท่าไรและเกษียณรับบำนาญกี่ราย รู้ว่าในปี 2556 มีข้าราชการพลเรือนสามัญ 366,955 คน (ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน 2556)

หากจะกล่าวว่าเป็นภาระงบประมาณของรัฐ ก็เนื่องจากรัฐต้องจ่ายให้ข้าราชการเป็นจำนวนมาก ส่วนที่เกี่ยวกับประชาชนทั่วไปที่สูงวัยคิดเป็นสัดส่วนน้อยมาก นอกจากนี้หากดูสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.11 ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนไม่สูงมากที่จะใช้งบกระจายกลับให้เป็นสวัสดิการบำนาญให้กับประชาชนทุกคน นั่นคือรัฐต้องปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เป็นบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า เพื่อรับประกันว่าทุกคนไม่ตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อสูงวัย

Advertisement

การมีบำนาญเมื่อสูงวัยถือเป็นหลักประกันในชีวิตที่สำคัญ บำนาญพื้นฐานควรอยู่ในอัตราใกล้เคียงกับเส้นความยากจน สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ปี 2557 เส้นความยากจนอยู่ที่ 2,600 บาทต่อเดือน บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าลดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ และเพื่อคุ้มครองสิทธิยามชราภาพของทุกคน ทั้งนี้ สามารถเริ่มต้นที่

ร้อยละของเส้นความยากจน เช่น ปีแรกร้อยละ 60 ปีที่สองร้อยละ 70 เพื่อให้รัฐสามารถจัดหารายได้เพิ่มขึ้นในการนำมาจัดสวัสดิการ

งานวิจัยของนักวิชาการในและต่างประเทศต่างยืนยันว่า ประเทศไทยมีงบเพียงพอในการจัดสวัสดิการบำนาญถ้วนหน้า เพียงแต่ต้องบริหารงบให้กระจายอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และการปฏิรูประบบภาษี การจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีกำไรในตลาดหุ้น รวมถึงการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องมีการระบุชัดเจนว่านำภาษีนั้นไปจัดสวัสดิการบำนาญถ้วนหน้า จากการณรงค์เรื่องการจัดบำนาญในเครือข่ายประชาชน กลุ่มคนจนต่างเห็นพ้องกันว่าประชาชนยอมรับได้ที่จะปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วรัฐนำกลับมากระจายซ้ำ จ่ายเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าให้ทุกคนไม่แยกรวยจน เพราะ

“ความมั่นคงทางรายได้ในวัยสูงอายุเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน”

“ประเทศไทยมีทรัพยากรเพียงพอ หากรัฐมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม”

“คนไทยส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ ไม่มากพอ ไม่สามารถออมได้เพียงพอเพื่อวัยสูงอายุ”

“หน้าที่ของรัฐในการจัดสวัสดิการพื้นฐาน ควรจัดให้มีบำนาญชราภาพพื้นฐานถ้วนหน้า”

“ส่งเสริมให้มีการออม การทำงาน ครอบครัวช่วยดูแลตามกำลังความสามารถ”

การจัดสวัสดิการบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า หากเปรียบเทียบกับปิ่นโต ก็เป็นปิ่นโตชั้นใส่ข้าว เป็นพื้นฐานสำหรับทุกคนโดยรัฐจัดสรรให้ ส่วนปิ่นโตชั้นสองชั้นสามเป็นชั้นกับข้าวและชั้นขนมหวานนั้น ประชาชนต้องออมเพิ่มขึ้นเองจากรายได้ที่มีอยู่ โดยรัฐร่วมสมทบในการออม

นั้นๆ ทั้งนี้ การออมมีทั้งแบบสมัครใจ เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

และแบบบังคับ เช่น ประกันสังคม ตามเหมาะสม การมีบำนาญเพียงพอดำรงชีวิตจึงต้องมาจากสวัสดิการโดยรัฐและการออมของแต่ละคน

ในปีใหม่ไทยนี้ รัฐบาลควรพิจารณาที่จะดำเนินการตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ว่า ต้องการมาบริหาร

ประเทศเพื่อลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ

การจัดสวัสดิการถ้วนหน้าจะสามารถลดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำได้ทันที บำนาญพื้นฐาน

ถ้วนหน้าเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการกระจายรายได้ทางตรง จะทำให้ประชากรวัยทำงานในปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้สูงอายุในปัจจุบันมีหลักประกันความมั่นคงทางรายได้ ไม่ตกอยู่ในภาวะยากจน

เพื่อให้มีบูรณาการของระบบบำนาญที่มีความแตกต่างกัน และเพื่อจัดระบบปิ่นโตบำนาญให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม เพียงพอ และระบบงบประมาณมีความมั่นคง จึงจำเป็นต้องมีการออกกฎหมายบำนาญแห่งชาติมาทำหน้าที่วางทิศทางนโยบายระบบบำนาญให้บูรณาการและมีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ปีใหม่ไทยปีนี้เชิญชวนทุกท่านร่วมรณรงค์ให้มีระบบบำนาญแห่งชาติสำหรับประชาชนทุกคน เมื่อสูงวัยมีบำนาญที่พอเพียง เมื่ออยู่ในวัยทำงานก็สามารถออมเพื่อบำนาญของตนเองได้ โดยมีรัฐสนับสนุนบำนาญพื้นฐาน และสนับสนุนการออมของประชาชน