‘อัจฉริยะ’ นำพ่อ ’น้องหญิง’ ร้องกองปราบเอาผิดพยาบาล-แม่บ้านทำลายวัตถุพยาน

7.08.18 | 16:38 น.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พานายสุบิน ยาวิราชอายุ 41 ปี บิดาของ น.ส.นีรกานต์ ยาวิราช อายุ 19 ปี หรือ น้องหญิง เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.สมนึก สันติภาตะนันท์ พนักงานสอบสวน กับกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก2.บก.ป) เพื่อดำเนินคดีกับพยาบาลและแม่บ้านโรงพยาบาลการุญเวช กรณีนำกางเกงในของน้องหญิงไปทำลาย ซึ่งเป็นวัตถุพยานสำคัญ โดยได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันทำลายวัตถุพยาน โดยมีเจตนาช่วยให้ผู้ต้องหาพ้นผิด หรือได้รับผิดน้อยลง หลังพบว่าพยาบาลนำกางเกงในของน้องหญิงส่งให้แม่บ้านนำไปทำลาย ทำให้วัตถุพยานสำคัญทางคดีหายไป โดยนำหลักฐานที่เป็นคลิปเสียงการสนทนาระหว่างพยาบาลกับตำรวจว่าเป็นคนนำกางเกงในน้องหญิงส่งให้แม่บ้านนำไปทิ้งมอบให้ไว้เป็นหลักฐาน


นายอัจฉริยะกล่าวว่า พยาบาลคนดังกล่าวมีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าทำไมต้องโกหกญาติน้องหญิงว่าคืนกางเกงในให้ไปแล้ว แต่ต่อมากลับมายอมรับว่าได้นำกางเกงในแยกใส่ถุงส่งให้แม่บ้านนำไปทำลาย โดยอ้างว่าเป็นขยะติดเชื้อ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวน่าสงสัยมาก เพราะปกติการเกงในเป็นสมบัติส่วนตัวของคนไข้ จะต้องคืนให้คนไข้หรือญาติเท่านั้น อีกทั้งกางเกงในไม่ใช่ขยะติดเชื้อจึงไม่จำเป็นต้องรีบทำลายทิ้ง

นายอัจฉริยะกล่าวต่อว่า นอกจากนี้จากภาพกล่องวงจรปิดที่ตนได้ไปตรวจสอบในวันที่ 29 ก.ค.ของโรงพยาบาลพร้อมกับครอบครัวของน้องหญิง พบว่าในวันเกิดเหตุกางเกงในของน้องหญิงยังอยู่ ไม่ได้ถูกแยกใส่ถุงแดง ถุงขาวอย่างที่พยาบาลคนดังกล่าวอ้างแต่อย่างใด

“เมื่อวานที่ผ่านมาทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนบอกว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่มีความเร่งรีบในการช่วยเหลือคนไข้ และการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลปทุมธานี ทำให้เกิดการตกหล่น ซึ่งตามระเบียบของโรงพยาบาลแล้วจะเก็บทรัพย์สินของคนไข้ไว้ 7 วัน หากไม่มีการติดต่อก็จะส่งต่อให้บริษัทที่รับทำลายนำไปทำลาย แต่ในวันที่เกิดเหตุวันที่ 19 กรกฎาคม พยาน น.ส.รุ้ง และ น.ส.เจน ได้เข้าไปสอบถามแล้วแต่กลับบอกว่าส่งคืนญาติไป และพอวันที่ 26 กรกฎาคม ไปสอบถามอีกก็ยังบอกเหมือนเดิม แต่พอไปดูในกล้องวงจรปิดในวันที่ 29 กลับพบว่าในวันที่เกิดเหตุที่โรงพยาบาลกางเกงในของน้องหญิงยังอยู่” นายอัจฉริยะกล่าว

Advertisement

นายอัจฉริยะกล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของพยาบาลและแม่บ้านว่ามีเจตนาทำลายหลักฐานหรือไม่ แต่ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าก่อนหน้านี้ผมและพ่อของน้องหญิงได้เข้าไปดูภาพจากกล้องวงจรปิดมาแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ล่าสุดพอไปสอบถามใหม่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลับบอกว่ากล้องวงจรปิดเสีย ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวมีพิรุธอย่างมาก

“ส่วนกรณีผลการชันสูตรหาร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศของน้องหญิงนั้นจะทราบผลใน 20 วันนับจากวันนี้ ซึ่งต้องรอผลจากสถาบันนิติเวชของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งคดีนี้ครอบครัวของน้องหญิงยังได้ยื่นฟ้องแพ่งกับโรงพยาบาลในข้อหาละเมิด และยังเรียกร้องค่าเสียหายจากทางโรงพยาบาล“ นายอัจฉริยะกล่าว