ช่วงนี้เเม้กระเเสปฏิรูปจะซาๆ ลงไป ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันบ่อยเหมือนช่วงเเรก เเต่หน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง
อย่างสำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของศาลยุติธรรมก็ได้มีการเสนอพัฒนาปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายด้านคุ้มครองสิทธิของบุคคล ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างเกราะคุ้มกันประชาชนมากขึ้น
ทั้งนี้ หนึ่งในกฎหมายที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสากล ที่สำนักงานศาลยุติธรรมนำเสนอเเก้ไข ได้เเก่ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่แก้ไขการใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีหรือการดำเนินกระบวนการพิจารณาในคดีอาญา, แก้ไขหลักเกณฑ์ในการเรียกประกันตัว-หลักประกัน เเละกำหนดให้ศาลมีอำนาจเเต่งตั้งเจ้าพนักงานศาล ทำหน้าที่เเจ้งพนักงานปกครองหรือตำรวจจับผู้ต้องหาจำเลยที่หลบหนีประกัน
เมื่อเร็วๆ นี้ วัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกมาระบุว่า ทาง กสม.สนับสนุนร่างกฎหมาย 1 ใน 3 ร่างดังกล่าวอย่างชัดเจน
ร่าง พ.ร.บ.ที่ว่านี้ได้กำหนดให้เพิ่มมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เนื้อหาระบุถึงในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ หากความปรากฏต่อศาลว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ศาลจะมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องคดีนั้นก็ได้ และห้ามโจทก์ยื่นฟ้องคดีนั้นอีก โดยไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม อธิบายถึงเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายดังกล่าวว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้เสนอเเก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยจะเพิ่มเติมมาตรา 161/1 ซึ่งเดิมมาตรา 161 มีสาระสำคัญคือ ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง
เเต่ส่วนที่สำนักงานศาลเสนอเเก้ไขเพิ่มเติมคือกรณีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง
ที่ตรงนี้จะไม่มีขั้นตอนในการสอบสวนและการพิจารณาสั่งฟ้องของอัยการ ก็เลยกำหนดขั้นตอนการไต่สวนมูลฟ้องเข้ามาเพื่อที่จะป้องกันแกล้งฟ้อง หรือฟ้องโดยไม่มีมูล เพื่อให้เกิดภาระกับอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะที่ผ่านมามีคดีจำนวนไม่น้อยที่ฟ้องเข้ามาเองแล้วศาลเห็นว่าคำฟ้องน่าจะเป็นคำฟ้องที่อาจจะเกิดจากการใช้สิทธิการฟ้องที่ไม่สุจริต หรืออาจจะมีการกลั่นแกล้งบิดเบือนข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งตามกฎหมายถ้าคำฟ้องนั้นบรรยายฟ้องมาครบตาม ที่ ป.วิอาญากำหนดไว้ ศาลก็จำเป็นที่จะต้องนัดไต่สวนมูลฟ้อง
ทำให้ตรงนี้มองว่าถึงจะยังไม่มีคำสั่งประทับฟ้อง แต่การนัดไต่สวนมูลฟ้องมันก็จะเป็นภาระกับคู่ความที่ถูกฟ้องจะต้องแต่งตั้งทนายเข้ามาถามค้านเเละเป็นความทุกข์ประชาชนที่ถูกฟ้อง
เเต่ถ้ามีขั้นตอนหนึ่งซึ่งเป็นการตรวจคำฟ้องก่อนที่จะมีการนัดไต่สวนมูลฟ้อง หากว่ามีข้อความหรือเหตุการณ์ใดปรากฏต่อศาล ที่น่าสงสัยศาลอาจจะเรียกหลักฐานบางอย่างมาเพื่อตรวจสอบดู เเละเมื่อดูเเล้วศาลสงสัยว่าอาจจะเป็นกรณีที่ไม่สุจริต หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง หรืออาจจะกลั่นแกล้งเอาเปรียบกับฝ่ายจำเลยหรือว่ามีการมุ่งหวังประโยชน์ในทางที่มิชอบ ก็จะมีการเรียกเอกสารบางอย่าง จนเมื่อศาลได้ดูคำฟ้องประกอบกับเอกสารโดยละเอียดแล้ว ศาลมีสิทธิที่จะไม่ประทับรับฟ้องโดยที่ไม่ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้อง
การเเก้ไขเพิ่มเติมตรงนี้จึงเป็นการให้อำนาจศาลมากขึ้นในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพ ให้ศาลมีอีกขั้นตอนหนึ่งเพื่อที่จะให้ดูรายละเอียดของคำฟ้องของประชาชนที่เป็นโจทก์ก่อนที่จะไต่สวนมูลฟ้องตรงนี้จะทำให้เราตัดเรื่องการแกล้งฟ้องไปได้เลย
“ในการฟ้องคดีอาญาปรากฏว่ามีการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นเเกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยในหลายกรณี หรือฟ้องคดีโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้ตามปกติ เช่น การยื่นฟ้องต่อศาลในพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้จำเลยได้รับความลำบากในการสู้คดี หรือฟ้องจำเลยในข้อหาหนักกว่าความเป็นจริงเพื่อให้จำเลยต้องยอมกระทำหรือไม่กระทำการอันเป็นการมิชอบ โดยเฉพาะการฟ้องเพื่อคุกคามการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานจำเลยในการป้องกันตนเองหรือปกป้องประโยชน์สาธารณะอันเป็นการสร้างความเดือดร้อน
ผู้ถูกฟ้องร้องเเละบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง” โฆษกศาลยุติธรรมแจกแจงเหตุผลการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว
“สุริยัณห์” เผยความคืบหน้าร่างกฎหมายดังกล่าวว่า ล่าสุด สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จแล้วเเละได้ตัดหลักการนี้ออกไป เเต่สำนักงานศาลยุติธรรมได้ยืนยันไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่าเห็นควรให้คงร่างมาตรา 161/1 ไว้ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ
เนื่องจากยังเห็นควรคงหลักการเพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจําเลย หรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบให้เป็นไปตามสุภาษิตกฎหมายที่ว่าบุคคลที่มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด (He who comes into equity must come with clean hands) มิเช่นนั้นเท่ากับเป็นการไป
ยอมรับให้บุคคลที่ไม่สุจริตเข้าใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทําให้บุคคลที่ถูกดําเนินคดีอาญาและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องได้รับความเดือดร้อน เสื่อมเสียชื่อเสียง บั่นทอนขวัญและกําลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องคดีได้
ขณะนี้ทราบว่าขั้นตอนอยู่ระหว่างรอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานัดประชุมใหม่เพื่อพิจารณาอีกครั้งว่าจะเห็นด้วยกับสำนักงานศาลยุติธรรมหรือจะยังปรับปรุงเเก้ไข หรือไม่เห็นด้วย เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งสุดท้ายเเล้วขึ้นอยู่กับ ครม.ว่าจะพิจารณาคงไว้หรือตัดทิ้ง
“อย่างไรก็ตาม สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมก็เตรียมเสนอร่าง มาตรา 161/1 เข้าไปอีกทางหนึ่งด้วย” โฆษกศาลยุติธรรมสรุป

