“อํานาจอยู่ที่กระบอกปืน” จะไม่แปลกใจเลย ถ้าคำนี้เป็นคอมมิวนิสต์คิด คอมมิวนิสต์พูด และคอมมิวนิสต์ทำ
แต่ “คำนี้” กลับเป็นจารีตที่ฝังแน่นจนเป็นวัฒนธรรมการเมืองของประเทศที่เคยโหยหา “ประชาธิปไตย” ถึงขั้นก่อการปฏิวัติปักหมุด “คณะราษฎร เวลาย่ำรุ่ง 24 มิถุนายน 2475”
การเปลี่ยนแปลงเมื่อ พ.ศ.2475 หรือ ค.ศ.1932 ของไทยนั้นถูกประเมินค่าแตกต่างกันไป
บ้างว่าคือ การพลิกโฉม เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย และระบอบการเมืองใหม่ได้เริ่มต้นหยั่งรากลงดินแล้วนับแต่นั้นเป็นต้นมา
แต่บ้างก็ว่า ผู้ก่อการ 2475 ชิงสุกก่อนห่าม ยึดอำนาจในขณะที่ประชาชนยังไม่พร้อมและไม่มีส่วนร่วม “ตัวแบบ” จึงยังคงเป็นฝ่ายหนึ่ง ทำหน้าที่หยิบยื่นให้ กับอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นผู้แบมือรับและปฏิบัติตาม
“แนวคิด” และ “พิธีกรรม” ทางประชาธิปไตยจึงถูกบิดเบือนให้ผิดเพี้ยนด้วยการนำไปผสมพันธุ์กับ “อำนาจนิยม” ของกลุ่มขุนนางใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง 2475
2475 คือการรัฐประหาร
แค่เปลี่ยนถ่ายอำนาจจาก “มือหนึ่ง” ไปสู่อีก “มือหนึ่ง” เป็นจุดก่อกำเนิดระบอบการเมืองที่มี “ขุนนางทหารบก” เป็นใหญ่ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นครองอำนาจโดยเปิดเวทีการเมืองให้พลเรือนได้เล่นสลับฉากเพียงระยะสั้นๆ
“ระบอบ” ที่ว่านี้หยั่งรากแล้วจริงๆ มาตั้งแต่รัฐประหาร พ.ศ.2490
เป็น “อำนาจนิยม” ที่ผสมพันธุ์กับ “ประชาธิปไตย” แล้วสถาปนาชื่อใหม่ว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยนิยม”
ครั้งหนึ่ง เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เริ่มมองเห็นช่องทางที่จะก้าวย่างไปสู่ “อำนาจ” เฉกเช่นเดียวกับที่อารยประเทศประพฤติและยอมรับ จึงจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาพร้อมกับเอาประดาขุนนางข้างกาย อาทิ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาเป็น รองหัวหน้าพรรค พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค
“ป. พิบูลสงคราม” ไม่ได้ศรัทธาในประชาธิปไตย เพียงแต่ประสงค์ที่ “จะมี” อำนาจทางการเมืองต่อไป จึงได้ทำทุกวิถีทางเพื่อชนะการเลือกตั้งต้นปี พ.ศ.2500 จนเกิดกรณี “เลือกตั้งสกปรก” อันเป็นชนวนสู่ “รัฐประหาร” ของจอมพลสฤษดิ์
สังคมประชาธิปไตยนั้น เคารพกฎหมาย ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และเปลี่ยนถ่ายอำนาจด้วย “สันติวิธี” ต่างจาก “นักรัฐประหาร” ที่ทุกสิ่งได้มาจากการยื้อแย่งหักโค่น
“นักรัฐประหาร” ไม่มีวันกลับใจรักระบอบประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่นักรัฐประหารเข้าใจไม่ได้ !?!!

