เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผบช.น. พร้อม รองผบก.น.1-9 รับผิดชอบงานป้องกันและปราบปรามร่วมกับผู้ประกอบการตู้เติมเงินโทรศัพท์ 8 บริษัท ประชุมวางมาตรการป้องกันเหตุคนร้ายก่อเหตุงัดตู้ลักทรัพย์สิน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า เป็นการหามาตรการร่วมกันเนื่องจากตู้เติมเงินโทรศัพท์อยู่ในเขตกทม. มีทั้งหมด 23 บริษัท แต่ละบริษัทมีตู้เติมเงินติดตั้งรวมมากกว่า 30,000 ตู้ แต่จุดติดตั้งและรูปแบบการติดบริษัทไม่ได้แจ้งตำรวจ ทำให้เกิดเหตุคนร้ายทุบตู้ลักทรัพย์ รับแจ้งความ 273 คดี และ 2 คดียังไม่มาแจ้งความ รวม 275 คดี ฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างติดตามจับกุมและออกหมายจับไปเรียบร้อยแล้ว ในที่ประชุมจะหามาตรการป้องกันร่วมกันเพราะบางบริษัทติดตั้งง่ายๆไม่แข็งแรง คนร้ายเพียงแค่ใช้ชะแลงงัดก็ยกไปได้เลย บางจุดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงไม่มีกล้องซีซีทีวี และตู้ส่วนใหญ่ไม่มีสัญญาณเตือนภัยอยู่ในที่ของเอกชนพอเกิดเหตุก็ไม่ได้แจ้งความทันที กว่าบริษัทจะได้รับแจ้งจากเจ้าของพื้นที่ จากนั้นมาแจ้งความตำรวจใช้เวลาถึง 4-5 วัน ทำให้ไม่มีพยานหลักฐานลายนิ้วมือแฝงที่อยู่ในเกิดเหตุ การประชุมเป็นมาตรการป้องกัน ส่วนการจับกุมคนร้าย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. เร่งรัดฝ่ายสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี
พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ กล่าวต่อว่า พื้นที่ต้องกวดขันดูแลมากที่สุด คือ ฝั่งธนบุรี เพราะเกิดเหตุมากที่สุด บก.น.9 จำนวน 166 คดี บก.น.8 จำนวน 73 คดี จากคดีทั้งหมด 275 คดี ชุดสืบสวนได้เบาะแสคนร้ายพบว่ามีหลากหลาย บางจุดก็เป็นกลุ่มเดียวกัน เบื้องต้นผู้ก่อเหตุมีทั้งหมด 3 กลุ่ม ส่วนจะก่อเหตุเกี่ยวพันคดีที่เกิดขึ้นพื้นที่บช.ภ.1 และบช.ภ.7 หรือไม่อยู่ระหว่างประสานข้อมูล นอกจากนี้จะสอบถามบริษัทอื่นนอกจากบริษัท เอเจฯ ว่ามีตู้ถูกประทุษร้ายจำนวนเท่าใดรวมถึงพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อนำมาเป็นข้อมูล ทั้งนี้บริษัทต้องแจ้งที่ตั้งตู้ว่าอยู่ที่ใดบ้างตำรวจแทบไม่ทราบจุดติดตั้งเลย ทางบริษัทก็ได้ทำประกันภัยเมื่อถูกทุบประภัยก็จ่ายค่าเสียหายจึงไม่มีความระมัดระวังเท่าที่ควร บริษัทต้องช่วยด้วยไม่ใช่โยนภาระมาให้ตำรวจฝ่ายเดียว ตู้ที่มีจำนวนมากตำรวจไม่สามารถดูแลทั่วถึงจึงต้องหามาตรการร่วมกันบริษัทต้องร่วมรับผิดชอบด้วย อย่างไรก็ตามถือเป็นหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและติดตามจับกุมตัวคนร้าย
มีรายงานว่า ในการประชุมบริษัทตู้เติมเงินวางมาตรการป้องกันเหตุโดยดำเนินการร่วมกับตำรวจ เช่น เพิ่มประสิทธิภาพตู้ให้แข็งแรง ติดตั้งกล้องที่ตู้ ร่วมกับตำรวจตรวจตรา เพิ่มวงรอบเก็บเงินภายในตู้ ใช้ระบบเติมเงินแบบอีเพย์เม้นท์ มาเสริมทำให้เงินสดในตู้น้อยลง เป็นต้น จากการสอบถามบริษัทรายอื่นพบว่า บริษัทบุญเติม แจ้งว่ามีตู้ติดตั้งทั้งหมด 10,926 แห่ง ถูกคนร้ายทุบลักทรัพย์จำนวน 8 คดี ชุดสืบสวนแจ้งความคืบหน้าทั้ง 8 คดีว่า ไม่ทราบตัวคนร้าย 4 คดี รู้ตัวคนร้ายและออกหมายจับไปแล้ว 2 คดี และที่เหลือ 2 คดี คนร้ายพยายามก่อเหตุยังไม่ได้ทรัพย์ ในพื้นที่ สน.ท่าข้าม คนร้าย 1 มีภาพวงจรปิด ส่วนอีกคนทราบชื่อ-สกุลอยู่ระหว่างติดตามจับกุม กรณีตู้เติมเงินบริษัท เอเจฯ ถูกคนร้ายทุบมากที่สุดเนื่องจากตู้ไม่แข็งแรงคนร้ายก่อเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์ง่ายที่สุด จากการรวบรวมคดียอดล่าสุดบริษัทเอเจฯ แจ้งเพิ่มเติมว่าถูกคนร้ายก่อเหตุทั้งหมดรวม 288 ตู้ ทั้งนี้ถ้ารวมกับบริษัทบุญเติมอีก 8 คดี บช.น.รับแจ้งเหตุรวมทั้งสิ้น 296 คดี

